ญี่ปุ่นส่งเสียงดัง แต่ไม่มีใครฟัง
ไทยมองแค่ลดคาร์บอนคือรถยนต์ไฟฟ้า พลาด
ไม่ได้ทั่วโลกที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ ความพร้อมต่างกัน แต่ไทยมีฐานการผลิตรถสันดาปภายในเป็นส่วนใหญ่ และทำการส่งออกไปทั่วโลก ในขณะที่กำลังการผลิตส่วนนี้ เริ่มถูกส่วนนี้
ถ้าหนทางเดียวคือรถยนต์ไฟฟ้า ยุโรป ไม่พลิกแผน หันกลับมาผลิตรถสันดาปภายในหรือเลื่อนการยกเลิก การผลิตรถยนต์น้ำมัน
สงครามตัวแทนในแผ่นดินไทย
จีนขายรถไม่เสียภาษี
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาล โดยถือว่าเป็นมาตรการที่ประสบความสำเร็จโดยนโยบายระยะแรก (EV 3.0) ที่ออกมาในปี 2565-2566 ทำให้มีผู้ผลิตอีวีเข้าร่วมกับมาตรการดังกล่าว 23 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปี 2567 จะมีผู้ที่เริ่มผลิตอีวีในประเทศไทย 6 ราย ตามเงื่อนไขที่จะต้องมีการผลิตอีวีในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้า
ซึ่งมาตรการ EV 3.0 การสนับสนุนของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตก็ได้ให้การอุดหนุนเงิน 150,000 บาท สำหรับกรณีที่ซื้อรถ EV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และเงินอุดหนุนจักรยานยนต์ไฟฟ้า 18,000 บาท สำหรับรถราคาไม่เกิน 150,000 บาท โดยรัฐบาลจะจ่ายให้กับค่ายรถยนต์เพื่อไปทำโปรโมชันในการขายรถ EV
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาค่ายรถ EV ที่เข้าร่วมโครงการซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นค่ายรถ EV จากจีน มีการนำเอารถ EV ทั้งคันเข้ามาจำหน่ายซึ่งรัฐบาลได้มีการจ่ายเงินอุดหนุนรถ EV ไปแล้วประมาณ 40,000 คัน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 35,000 คัน
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในส่วนที่มีการจ่ายเงินอุดหนุนล่าช้ามีผู้ประกอบการ EV จากจีนบางรายเดินทางไปพบรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญในรัฐบาลเพื่อทวงถามเงินที่ยังไม่ได้รับตามเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการ EV 3.0
ซึ่งรัฐบาลก็มีการอธิบายว่าการจ่ายล่าช้าเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 กว่าจะประกาศใช้ได้คือเดือนพ.ค.2567 ซึ่งล่าช้าจากปกติที่จะประกาศใช้ได้ในเดือนต.ค.2566
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีงบประมาณในการใช้จ่ายแล้วรัฐบาลก็จะมีการจัดสรรงบประมาณให้ในส่วนนี้โดยรอให้หน่วยงานต้นสังกัด คือ กรมสรรพสามิต เสนอผ่านกระทรวงการคลัง เพื่อของบกลางฯ จากรัฐบาล
ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า สรรพสามิตได้เสนอของบประมาณ 7,000 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นกับสำนักงบประมาณ ซึ่งเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ สำหรับจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้รับชดเชยอีก 35,000 คัน ทั้งนี้ได้จ่ายอุดหนุนผู้ประกอบการไปแล้ว 40,000 คัน กว่า 7,000 ล้านบาท โดยรวมแล้วมาตรการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 2566 ใช้เงินอุดหนุนทั้งสิ้น 1.4 หมื่นล้านบาท
สำหรับมาตรการ EV3.0 ให้สิทธิประโยชน์ค่ายรถที่เซ็นสัญญาร่วมโครงการกับกรมสรรพสามิต ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถอีวีจาก 8% เหลือ 2% นอกจากนั้นรัฐบาลยังจ่ายเงินอุดหนุนให้ค่ายรถยนต์ที่เซ็นสัญญาเข้าร่วมโครงการเป็นไปตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ สูงสุดคันละ 150,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการผลิตรถอีวีในประเทศ ตามจำนวนรถที่นำเข้ามาในปี 2565-2566 ภายในปี 2567 ในอัตรา 1 ต่อ 1 และในปี 2568 อัตรา 1 ต่อ 1.5
เมื่อญี่ปุ่นเริ่มละทิ้งฐานผลิต
เมื่อรถญี่ปุ่นจับเศรษฐกิจไทยเป็นตัวประกัน
กว่า 60 ปีที่ไทยสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์จนเติบใหญ่ ไทยกลายเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ของโรงงานต่างๆ เช่น ฮอนด้า โตโยต้า อีซูซุ นิสสัน มาสด้า(ฟอร์ด) มิตซูบิชิ ได้ยกระดับบทบาทให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของฮอนด้าทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการผลิตรถยนต์ที่มีความต้องการสูงในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดโลก ซึ่งการบทบาทนี้ได้ยกระดับ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยและสร้างงานให้กับคนไทยมาช้านาน แต่วันนี้ ญี่ปุ่นผู้กุมชะตาอุตสาหกรรมยานยนต์กำลัง ยกระดับแรงกดดันเพื่อทะลายความเสียเปรียบในการแข่งขันกับจีน โดยการวัดใจว่า รัฐบาลพร้อมสนใจอุตสาหกรรมรถยนต์ดั้งเดิมหรือว่าจะปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ ซึ่งหากไม่มีการทบทวนหรือหารือกันอย่างเป็นทางการเชื่อว่า ประเทศไทยจะสูญเสีย บทบาทนำในแง่ของศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในอาเซียนและจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศ
"ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ญี่ปุ่นมองแล้วว่า หากต้องผลิตและจำหน่ายโดยเสียเปรียบทางด้านภาษีที่ส่งผลต่อต้นทุนทุกมิติ ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาโรงงานที่เสียเปรียบทางด้านต้นทุน การลดการผลิตในประเทศจึงเกิดขึ้น ญี่ปุ่นกำลังหา สินค้าจาก แหล่งผลิตต้นทุกต่ำ เพื่อขัดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งรายใหม่ที่กำลังมาแรง
ไทยจะเหลืออะไร
BYD ลดราคา กดดันญี่ปุ่นถอยร่น
ฮอนด้าเป็นอีกค่ายที่ลดกำลังการผลิต ญี่ปุ่นกำลังกดดัน รัฐบาลที่เอาใจค่ายจีนเกินไป ทุกวันนี้จีนขายรถไม่เสียภาษีแถมได้ส่วนลด ส่วนญี่ปุ่นเสียภาษีทุกเม็ดเต็มตั้งแต่ชิ้นส่วนยันสรรพสามิต ซูซกิ ซูบารุ มิตซู ฮอนด้า .....นิสสัน มาสด้า สุดท้ายคือโตโยต้า ญี่ปุ่นคิดว่าทำไมต้องผลิตรถที่ขายน้อยๆ ในไทย
สุดท้ายเหลือแต่กระบะ
- ข้าราชการรู้ว่า นโยบายนี้สร้างปัญหาให้นักลงทุนญี่ปุ่นแต่ จริงหรือไม่ที่ มีนักการเมืองได้ประโยชน์จากการขายไฟ ให้รถไฟฟ้าจึงไม่ฟังเสียงญี่ปุ่น
-ไทยจำเป็นต้องเอื้อจีน จากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสต์ เปลี่ยนแปลงอำนาจอเมริกา(ญี่ปุ่น)ลดลงจีนเพิ่มศักยภาพตัวเองในไทยในฐานะศูนย์กลาง ภูมิภาคอาเซียน
มันคือสงครามที่เรายังไม่รู้ตัว
-จีนมีกฏหมายบังคับรถทุกคันให้ส่งข้อมูลขึ้นไว้บนคราวน์ ระบบขับอัตโนมัติของจีนก้าวหน้ากว่าของยุโรปและอเมริกา เราสามารถแน่ใจได้อย่างไรว่า ข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่ถูกนำไปใช้งานโดยบุคคลที่3 และรถสามารถเป็นสปายและสามารถถูกการควบคุมระยะไกลได้
บทบาทภาครัฐ
อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้ป่วยจาก ปัญหาเศรษฐกิจ หรือ การเข้มงวดจากสินเชื่อแต่ป่วยคราวนี้มันเกิดจากปัญหาโครงสร้าง ของนโยบาย ที่เลือกเดินแตกต่างจากอดีต โดยไม่รู้จัก แก้ไขปัญหาระหว่างทาง
รถญี่ปุ่นกับสังคมไทย
รองเจซีซี ชี้การเมืองยืดเยื้อกระทบลงทุนต่างชาติ
โตโยต้า ดันแผน เปิดอพาร์ทเมนท์ สำรองออฟฟิตในเมือง
รองประธานเจซีซี ห่วงการเมืองกระทบการลงทุนต่างชาติ ในขณะที่โตโยต้า เผยจัดเตรียมที่พัก สำโรงรองรับทีมงาน ฝ่ายขาย ออลซีซั่น พร้อมเปิดตัวอัลติสใหม่ เคาะเป้า 4000คัน
นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะรองประธานหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า นักธุรกิจญี่ปุ่นมีกรลงทุนจำนวนมาก ที่ประเทศไทย อยากให้การเมืองเสร็จเร็วๆ เพื่อไม่กระทบธุรกิจของเรา เจซีซี การ ปรึกษากับสมาชิกและเห็นว่าหากการเมือง มีภาวะเช่นนี้ โดยกินเวลา ยาวนานจะ มีผลกระทบสำหรับธุรกิจ และหากว่า มองไปในอนาคตอาจจะมีผลกระทบต่อลงทุนเมืองไทยของนักลงทุนญี่ปุ่น
“ 2 -3 ปี ที่ผ่านมาไทยเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ คนไทยทุกคนก็ร่วมกัน พยายามแสดงฝีมือให้เห็นฝืมือ คนไทยเพื่อให้ทั่วโลกเห็นว่าเมืองไทยมีศักยภาพ ถึงวันนี้เสียดาย รักประเทศไทย รักคนไทย ผมเสียดายนิดหน่อย” นายทายาดะกล่าว
นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ผลกระทบจาก เหตุการณ์ทางการเมือง ในขณะนี้ยังไม่มี เพราะว่า โรงงาน 3 โรงงานของโตโยต้าไม่อยู่กลางกรุงเทพ และสำนักงานใหญ่อยู่ ที่สมุทรปราการ ซึ่งสามารถทำงานเอนกประสงค์ทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม โตโยต้ามี สำนักงาน กรุงเทพที่ตึกออลซีซั่น ถนนวิทยุ เป็นฝ่ายบริหารผู้แทนจำหน่าย งานส่งมอบ บริการขาย โดยมีพนักงานรวม 400 คน เมื่อวันที่ 13 ม.ค. บริษัทได้ตัดสินใจ ย้ายส่วนงาน การตัดรถขายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือแผนกการวางแผนการขายเพื่อให้ติดต่อกับลูกค้าไม่ขาดตอน โดยมีการสำรอง พนักงาน 150 คนไปยัง สนง.สำโรง ซึ่งที่สนง.สำโรงจะมีความยืดหยุ่นสูง ในกรณีที่พนักงานไม่สามารถ เข้าไป ทำงานที่ ตึก ออลซีซั่น ได้ จะทำให้พนักงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
และในการเตรียมการทำงานดังกล่าว เพื่อความสมบูรณ์แบบ โตโยต้าได้จัดที่พัก เป็นอพาร์ทเมนท์ ขนาดใหญ่ใกล้กับ สนงใหญ่ สำโรง เพื่อให้ทำงานได้ปกติ ในกรณีไม่สามารถเดินทางได้สะดวก
“ที่อพาร์ทเมนท์สำรอง ขณะนี้มีการใช้งานไม่มากคือในระดับ 50 คนเท่านั้น ซึ่งฝ่ายงานที่ย้าย ก็เกี่ยวกับการดูแล การขาย การจัดส่งรถดีลเลอร์ จำนวนแค่ 150 คนเท่านั้นเพื่อให้มีความต่อเนื่อง ในการส่งมอบรถ ณ ตอนนี้ การบริหารต่างๆ ยังไม่มีผลกระทบ แต่ไม่อยากให้มีความยืดเยื้อ
นายวิเชียรกล่าวต่อไปว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางด้านการเมืองมีความไม่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงแบบวันต่อวัน ทำให้ไม่สามารถทำแผนระยะยาวเพื่อรองรับ แต่จะใช้ แผนระยะสั้น เช่นการดูแลลูกค้า การเตรียมการผลิตเปิดรับ จองรถไปตามปกติ ในขณะที่ชีวิตประจำวันของพนักงาน ก็มีแผนให้พนักงานสามารถมาทำงานได้ราบรื่น ทั้งออฟฟิตและโรงงาน ตามที่อธิบาย ส่วนการขนส่งและลอจิสติกส์ของบริษัทได้ใช้การขนส่งรอบวงนอก กรุงเทพไม่มีผลกระทบใดๆ
“สำหรับแผนระยะยาว ขอดูสภาพเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง อีกระยะหนึ่ง” นายวิเชียรกล่าว