EN / TH

ISUZU VehiCross หมัดเด็ด SUV ยุค 1997 ผลิตไม่ถึง 6,000 คัน

20 กรกฏาคม 2569

บทสัมภาษณ์ ทีมพัฒนา Mitsubishi PAJARO

19 กรกฏาคม 2569

สื่ออังกฤษรายงาน SUZUKI มีแผนเปิดตัวรถไฟฟ้าขนาดเล็กจากต้นแบบ Vision e-Sky สำหรับยุโรป ภายใน 2027

17 กรกฏาคม 2569

BAW M8 รถ MPV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง แบต 81 kWh ระยะทาง 408 กิโลเมตร NEDC ชาร์จ DC 80 kW

16 กรกฏาคม 2569

All-New NISSAN ELGRAND เปิดตัวในญี่ปุ่น ขุมพลัง e-POWER ราคาราว 1.427-1.568 ล้านบาท

16 กรกฏาคม 2569

TOYOTA Crown Crossover MY2027 ปรับเส้นสายทูโทน เปลี่ยนใช้ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 5

16 กรกฏาคม 2569

Chery และ Jaguar Land Rover เผยภาพห้องโดยสารของ Freelander 8

16 กรกฏาคม 2569

ตำรวจดูไบรับ DENZA B8 PHEV เข้าประจำการ รถสายตรวจหน่วย GHIATH

16 กรกฏาคม 2569

CHERY STOCKMAN กระบะดีเซลปลั๊กอินไฮบริด 476 แรงม้า 800 นิวตันเมตร วิ่งไฟฟ้า 100 กม. NEDC

16 กรกฏาคม 2569

MG เผยโฉมรถไฟฟ้าต้นแบบ 2 รุ่น MG GO! และ MG CYBER CONCEPT ในงาน Goodwood Festival of Speed 2026

15 กรกฏาคม 2569

BYD ชี้แจง เหตุชุดมอเตอร์หลังหลุดจาก Tang ระหว่างลุยน้ำท่วม เกิดจากการชนวัตถุใต้น้ำ

15 กรกฏาคม 2569

GWM ยื่นจดทะเบียน Wey V8X EV ในจีน SUV ไฟฟ้าขนาดใหญ่ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังรวม 734 แรงม้า

14 กรกฏาคม 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า บทความ

ISUZU VehiCross หมัดเด็ด SUV ยุค 1997 ผลิตไม่ถึง 6,000 คัน

20 กรกฏาคม 2569| จำนวนผู้เข้าชม 103

ตำนานอันน่าสนใจของรถยนต์ SUV บนโลกนี้ หนึ่งในนั้นคือ ISUZU ราชาแห่งรถปิคอับและรถยนต์อเนกประสงค์ทั้งในไทยและญี่ปุ่น ครั้งหนึ่ง "ISUZU VehiCROSS" เคยสร้างความฮือฮาและแปลกใหม่ ด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร และล้ำยุคที่สุดหลังเผยโฉมครั้งแรกเมื่อปี 1993 ในฐานะรถแนวคิด (Concept Car) ที่งาน Tokyo International Auto Show ปี 1993 ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการยานยนต์ในยุคนั้นอย่างมาก

 

 

 

ปี 1997: ก่อนที่จะมี MU-X เคยมีรถ SUV ขนาดกะทัดรัดรุ่นหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านสมรรถนะการลุยแบบออฟโรดที่แกร่งดั่งรถกระบะและดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย นั่นคือ Isuzu VehiCROSS

 

Isuzu VehiCROSS เป็นรถ SUV ขนาดกะทัดรัดที่มีดีไซน์ล้ำยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1997 และได้รับคำชื่นชมอย่างมากในเรื่องสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 'Torque on Demand' (TOD) จาก BorgWarner รถรุ่นนี้ผสานจุดเด่นของทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน โดยมีระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับการขับขี่บนถนนปกติ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบล็อกเฟืองท้ายพร้อมเกียร์ต่ำสำหรับการลุยเส้นทางออฟโรด การออกแบบที่มีระยะฐานล้อสั้นช่วยเพิ่มความคล่องตัวและสมรรถนะการขับขี่บนถนน ในขณะที่โครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Ladder-Frame ระบบช่วงล่างที่มีระยะยุบตัวสูง และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำให้รถรุ่นนี้มีขีดความสามารถสูงเยี่ยมเมื่อต้องเผชิญกับเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดันและโฉบเฉี่ยวถือว่ามีความแปลกใหม่และล้ำสมัยมากในยุคนั้น ความโดดเด่นนี้ดึงดูดความสนใจจากผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายราย จนได้รับเลือกให้เป็นยานพาหนะหลักในภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Mission to Mars (ปี 2000) และยังได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Babylon A.D. (ปี 2008) ที่นำแสดงโดย Vin Diesel อีกด้วย

 

 

ในหนังเรื่อง Babylon A.D. (ปี 2008) คันเล็กมาจนต้องซูม!!

 

ในหนังเรื่อง Mission to Mars (ปี 2000)

 

สมัยเด็ก ๆ ผมเคยรู้สึกว่า VehiCross นั้นเป็นการใช้พื้นฐานเดียวกับพวกรถยนต์ปิคอัพหรือใน Isuzu Cameo แต่เป็นการสร้างขึ้นใหม่เป็นรุ่นเฉพาะแต่อาจจะมีการใช้เครื่องยนต์และภายในร่วมกันบ้าง Isuzu VehiCROSS เปิดตัวครั้งแรกในตลาดญี่ปุ่น (1997-1999) ก่อนจะบุกตลาดสหรัฐอเมริกา (1999-2001) และมีการออกแบบเส้นสายดุดัน โฉบเฉี่ยว กระจังหน้าเอกลักษณ์เฉพาะตัว และล้ออะไหล่ที่ซ่อนอยู่ตรงฝากระโปรงท้าย ขุมพลัง: เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.2 ลิตร ให้กำลัง 215 แรงม้า ระบบขับเคลื่อน: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Torque-on-Demand (TOD) พร้อมช่วงล่างที่ปรับแต่งสำหรับการลุยเส้นทางออฟโรด 

 

VehiCROSS ผลิตรถออกมาเพียง 5,958 คันในช่วงปี 1997 ถึง 2001 แต่ความหายากของรถรุ่นนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีใครต้องการมันแต่อย่างใด ย้อนกลับไปในปี 1993 Isuzu ได้เผยโฉมรถต้นแบบรุ่น VX ซึ่งมาในสไตล์รถต้นแบบทั่วไป คือ เป็นรถออฟโรดที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวล้ำสมัยจนดูเหมือนว่าคงไม่มีทางถูกนำมาผลิตจริงได้ แต่ด้วยความเป็น Isuzu ทางบริษัทกลับมีวิธีที่จะนำรถต้นแบบสุดล้ำนี้มาขึ้นสายการผลิตจริงโดยมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

เพื่อให้สามารถนำ VehiCROSS เข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริหารของ Isuzu จึงตัดสินใจใช้มาตรการลดต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยมีการมอบหมายให้ทีมงานจำนวน 15-20 คนรับหน้าที่เปลี่ยนรถต้นแบบคันนี้ให้กลายเป็นรถที่ผลิตขายจริง ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งหนึ่งของกรอบเวลาปกติที่ใช้ในการพัฒนารถยนต์ทั่วไป และนับเป็นจุดเริ่มต้นคอนเซปต์ของ Isuzu VehiCROSS เกิดขึ้นจากการที่ Isuzu ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์

 

คำว่า VehiCROSS มาจากการผสมคำระหว่าง Vehicle (ยานพาหนะ) และ Motocross(รถจักรยานยนต์วิบาก) สะท้อนถึงเป้าหมายที่ต้องการหลอมรวมความคล่องตัว ดุดัน และสมรรถนะการลุยแบบมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับรถยนต์อเนกประสงค์ ตัวถังและโครงสร้างอลูมิเนียมแฮนด์เมด บนแชสซีส์ที่สร้างขึ้นพิเศษเหล็กปั๊มขึ้นรูป บนแชสซีส์ย่อส่วนจาก Isuzu Trooper 

 

ในยุคที่รถ SUV ส่วนใหญ่มีรูปทรงเป็นกล่องเหลี่ยม ๆ หนา ๆ ทีมออกแบบของ Isuzu นำโดย Satomi Murayama และ Shiro Nakamura (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้สร้างสรรค์รถดีไซน์ล้ำอย่าง Nissan Juke และ GT-R R35) ณ สตูดิโอออกแบบของ Isuzu ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้ตั้งโจทย์ในการสร้างรถยนต์ที่น้ำหนักเบา กะทัดรัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้งานได้จริง" (Lightweight, compact, ecologically clean and functional) ผสมผสานดีไซน์ที่โค้งมน ลื่นไหล ออร์แกนิกแบบรถสปอร์ต แต่ครึ่งล่างเสริมด้วยวัสดุพลาสติกกันกระแทกสีดำด้าน (Cladding) รอบคันเพื่อแสดงถึงความสมบุกสมบัน มีโอเวอร์แฮงค์ (ระยะยื่นจากล้อถึงปลายกันชน) ที่สั้นมาก เพื่อเพิ่มมุมไต่และมุมจากสำหรับการลุยออฟโรด 

 

 

 

เดิมที Isuzu สร้างรถคันนี้ขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างภาพลักษณ์เท่ ๆ ให้กับแบรนด์เท่านั้น โดยไม่ได้ตั้งใจจะผลิตเพื่อจำหน่ายจริงตั้งแต่แรก แต่เนื่องจากกระแสตอบรับจากผู้เข้าชมงานท่วมท้นและเรียกร้องให้ผลิตจริง Isuzu จึงตัดสินใจเดินหน้าสายการผลิต ความมหัศจรรย์คือ เวอร์ชันขายจริง (Production Car) ในปี 1997 มีหน้าตาแทบจะถอดแบบมาจากรถคอนเซปต์ในปี 1993 เกือบ 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยแชร์โครงสร้างและชิ้นส่วนกลไกขับเคลื่อนความทนทานร่วมกับ Isuzu Trooper เพื่อประหยัดต้นทุนในการพัฒนา หากอยากเห็นภาพเปรียบเทียบหรืออยากรู้ว่าทีมวิศวกรแปลงรถต้นแบบคันนี้มาเป็นรถขายจริงได้อย่างไรในเวลาอันสั้น

 

 

 

สเปคทางเทคนิคของ Isuzu VehiCROSS เวอร์ชันผลิตจริง (ปี 1997-2001) มีการแบ่งออกเป็น 2 โมเดลหลักตามตลาดที่วางจำหน่าย โดยสเปคโดยรวมของตัวรถมีรายละเอียดดังนี้

ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 เวอร์ชั่น

ช่วงแรกที่ขายในญี่ปุ่นจะใช้เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร (ตลาดญี่ปุ่น ปี 1997-1999) 

  • รหัสเครื่องยนต์: 6VD1 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว
  • ความจุ: 3,165 ซีซี
  • กำลังสูงสุด: 215 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 284 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที

ตลาดอเมริกาจะได้รับเครื่องยนต์บล็อก 3.5 ลิตรที่มีแรงบิดสูงขึ้น (ตลาดอเมริกา/ญี่ปุ่น ปี 1999-2001)

  • รหัสเครื่องยนต์: 6VE1 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว
  • ความจุ: 3,494 ซีซี
  • กำลังสูงสุด: 215 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 312 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที
  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ประมาณ 8.8 วินาที

ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์

  • ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ระบบ Torque-on-Demand (TOD) พัฒนาโดย BorgWarner ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และเซนเซอร์ 12 จุดรอบคัน สามารถส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าและหลังโดยอัตโนมัติตามการลื่นไถล (สเปคอเมริกาจะเป็น 4WD ตลอดเวลา ส่วนญี่ปุ่นมีรุ่น 2WD ให้เลือก) 
  • ระบบกันสะเทือนหน้า: ปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมทอร์ชันบาร์ 
  • ระบบกันสะเทือนหลัง: คอยล์สปริงแบบ Multi-link 4-Link พร้อมคานแข็ง 
  • โช้คอัพพิเศษ: โช้คอัพอลูมิเนียมแบรนด์ KYB พร้อมซับแทงค์ (Monotube Shocks with Remote Reservoirs) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับรถแข่งแรลลี่ ช่วยระบายความร้อนได้ดีเยี่ยมเมื่อวิ่งออฟโรดด้วยความเร็วสูง

 

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Torque-on-Demand (TOD) ที่ติดตั้งใน Isuzu VehiCROSS พัฒนาขึ้นโดยบริษัท BorgWarner ถือเป็นหนึ่งในระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะยุคแรกของโลกที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาควบคุมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งล้ำหน้ากว่าระบบขับเคลื่อนของรถ SUV ทั่วไปในยุค 90s เป็นอย่างมาก

 

1. หลักการทำงาน: ขับสองเมื่อถนนแห้ง ขับสี่เมื่อลื่นไถล
ในสภาวะการขับขี่ปกติบนถนนแห้ง ระบบ TOD จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง 100% เพื่อลดแรงเสียดทานและประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อระบบตรวจพบว่าล้อเริ่มสูญเสียการยึดเกาะ คอมพิวเตอร์จะสั่งการให้ชุดคลัตช์ไฟฟ้า (Electromagnetic Multi-plate Clutch) ในเกียร์ทรานสเฟอร์ (Transfer Case) จับตัว เพื่อแบ่งกำลังไปให้ล้อคู่หน้าโดยอัตโนมัติ ระบบนี้สามารถแปรผันการกระจายกำลังระหว่าง ล้อหน้า : ล้อหลัง ได้ตั้งแต่ 0:100 ไปจนถึง 50:50 ภายในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที


2. สมองกลและเซนเซอร์ 12 จุด
สิ่งที่ทำให้ TOD เหนือกว่าระบบขับสี่แบบโบราณคือการใช้กล่องควบคุม ECU ประมวลผลร่วมกับเซนเซอร์วัดค่าถึง 12 จุดรอบคัน เพื่ออ่านพฤติกรรมของรถและสภาพถนนแบบ Real-time ได้แก่:

  • เซนเซอร์ความเร็วล้อ (Wheel Speed Sensors): ตรวจจับความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังเพื่อดูว่ามีล้อใดล้อหนึ่งหมุนฟรีหรือไม่
  • เซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง (Throttle Position Sensor): ดูว่าผู้ขับขี่กดคันเร่งลึกแค่ไหน หากกดคันเร่งจมทันที ระบบจะเตรียมส่งกำลังไปล้อหน้าล่วงหน้าเพื่อป้องกันการลื่นไถล
  • เซนเซอร์ระบบเบรก ABS: ทำงานร่วมกันเพื่อกระจายแรงเบรกและแรงบิดให้สอดคล้องกัน

 

3. จอแสดงผลข้อมูลบนหน้าปัด (TOD Graphic Display)
ภายในห้องโดยสารของ VehiCROSS จะมีแถบไฟกราฟิกรูปตัวรถแสดงผลการทำงานของระบบ TOD บนหน้าปัดรถโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ขับขี่เห็นชัดเจนว่าในวินาทีกำลังมีแรงบิดส่งไปที่ล้อคู่หน้ามากน้อยเพียงใด (แสดงผลเป็นขีดระดับพลังงานที่ล้อหน้า)


4. โหมดการขับขี่ที่เลือกได้
แม้จะเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ Isuzu ยังติดตั้งเกียร์ทรานสเฟอร์แบบคานโยกมาให้ผู้ขับขี่เลือกปรับโหมดตามสถานการณ์ได้ 2 โหมดหลัก 

  • TOD (Auto): เปิดระบบสมองกลอัตโนมัติ เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ถนนเปียก ทางฝนตก หรือทางลูกรังความเร็วสูง
  • 4L (4-Wheel Low): ล็อกอัตราการกระจายกำลังไว้ที่ 50:50 ตลอดเวลา พร้อมปรับอัตราทดเกียร์ให้ต่ำลงเพื่อเพิ่มแรงบิดสูงสุด เหมาะสำหรับการลุยออฟโรดหนัก ๆ เช่น ทางโคลนชัน ทางหินปุ่มป่ำ หรือการติดหล่ม

 

 

 

 

มิติตัวถังและน้ำหนัก

  • ความยาวรวม: 4,130 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง: 1,791 มิลลิเมตร
  • ความสูง: 1,699 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ: 2,332 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance): 213 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักตัวรถ (Kerb Weight): ประมาณ 1,750 - 1,794 กิโลกรัม
  • ความจุถังน้ำมัน: 85 ลิตร

ภายในห้องโดยสาร

  • เบาะนั่งสปอร์ตคู่หน้าจาก Recaro (ตกแต่งด้วยหนังแท้สีทูโทน ดำ-แดง หรือ ดำ-เทา ตามรุ่นย่อย)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังแท้จาก MOMO
  • กล้องมองหลังแทนกระจกส่องหลัง (ติดตั้งในเวอร์ชันญี่ปุ่นบางรุ่น ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำมากในยุค 90s)

 

 

 

ความจริงแล้ว Isuzu มีรุ่นที่ทำตลาดควบคู่กันไปด้วย เช่น ในออสเตรเลีย Isuzu MU เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1990 โดยมีทางเลือกเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.6 ลิตร และดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.8 ลิตร ต่อมาในปี 1994 จึงมีการนำเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาดใหญ่ขึ้นคือ 3.1 ลิตรเข้ามาจำหน่าย ก่อนที่รุ่นนี้จะยุติการทำตลาดและหายไปจากโชว์รูมในปี 1996 ในไทยหาชมได้ยากเพราะไม่มีจำหน่ายเป็นทางการ

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว Isuzu MU ได้ถูกนำมาปรับโฉมใหม่ให้เข้ากับตลาดท้องถิ่นภายใต้ชื่อ Holden Frontera Sport ซึ่งมาพร้อมสโลแกนที่ชวนให้ผู้ซื้อสัมผัสกับ "อิสระในการใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการ" และพร้อมพาคุณ "ก้าวสู่ดินแดนใหม่ๆ" ตามคำโฆษณาของ Holden ที่มักนำเสนอภาพชาวออสเตรเลียผิวสีแทนสุขภาพดีกำลังทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ปีนหน้าผา เล่นโรลเลอร์เบลด และเล่นวอลเลย์บอลชายหาด

 

 

 

 

และความโชคดีที่คนไทยได้เห็นหรือเป็นเจ้าของอีก 1 รุ่น คือ Isuzu Trooper เป็นรถ SUV ขนาดกลาง (Mid-Size SUV) ที่ผลิตและทำตลาดโดย Isuzu ช่วงปี 1981 - 2005 โดดเด่นด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ช่วงล่างนุ่มนวล เคยทำตลาดในไทย กับเครื่องยนต์เบนซิน 3.2 ลิตร V6 (6VD1) ให้กำลังประมาณ 190-200 แรงม้า เป็น SUV ที่ไม่ใช่โครงสร้างจากรถปิคอัพแต่อย่างใด และก็ยุติทำตลาดในไทยก่อนจะเริ่มมี Cameo และ TFR Stationwagon ก่อนจะกลายเป็น MU-7 และ MU-X ในปัจจุบัน

 

เนื่องจาก Isuzu VehiCROSS เป็นรถหายากที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5,958 คันทั่วโลก (แบ่งเป็นตลาดญี่ปุ่นประมาณ 1,805 คัน และตลาดอเมริกา 4,153 คัน) ราคาในปัจจุบันจึงไม่ได้ลดลงตามค่าเสื่อมสภาพเหมือนรถทั่วไป แต่กลายเป็น "รถสะสม" (Collector's Car) ที่ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ราคาเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ $4,500 – $14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150,000 – 480,000 บาท ไม่รวมภาษีนำเข้า) ขึ้นอยู่กับสภาพรถและระยะไมล์ สำหรับรุ่นพิเศษอย่าง Ironman Edition หรือรถที่ไมล์น้อยมาก สภาพเดิมสนิท ราคาประมูลสามารถพุ่งสูงไปถึง $15,000 – $26,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 510,000 – 900,000 บาท) และราคาหน้าเต็นท์รถในญี่ปุ่น เช่นที่เว็บ Goo-net Exchange จะอยู่ที่ประมาณ 1,600,000 – 2,200,000 เยน (ประมาณ 360,000 – 500,000 บาท) 

 

ส่วนราคาในประเทศไทย (ของสะสมระดับแรร์ไอเทม) ในอดีตไม่มีการนำเข้า Isuzu VehiCROSS มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย รถส่วนใหญ่ที่วิ่งอยู่ในไทยจึงเป็นรถจดประกอบ หรือรถนำเข้าอิสระแบบ 32 ซึ่งคาดว่ามีอยู่ไม่เกิน 10-20 คันในประเทศ และไม่มีราคามาตรฐานที่แน่นอน เนื่องจากเปลี่ยนมือกันในกลุ่มนักสะสมเท่านั้น แต่โดยทั่วไปหากมีหลุดออกมาขาย ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,200,000 – 1,800,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ความถูกต้องของทะเบียน และเอกสารการนำเข้า) และเมื่อเทียบราคาป้ายแดงสมัยเปิดตัวในอเมริกาเริ่มต้นที่ประมาณ $28,900 – $31,045 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1 ล้านบาทตามค่าเงินในขณะนั้น)

 

ใครคิดจะสะสมอาจจะต้องควานหากันหน่อยเพราะในไทยแทบไม่เห็นเลย แต่ถ้าจะเอารุ่นเทียบเคียงอย่าง MU หรือหาง่ายสุด ๆ น่าใช้ดูแลง่ายก็เป็น Cameo นำมาทำเดิม ๆ แบบ Old School ก็น่าสนใจหรือนำมาแต่งยกสูงก็หาอะไหล่ง่ายเลยครับ 

 

ต้องขอบคุณข้อมูลต่าง ๆ จาก หลายแห่งและหลายเว็บไซต์ที่นำมารวบรวมในบทความนี้

www.classic.com , carsandbids.com , bringatrailer.com , www.cars.com , en.wikipedia.org , www.encycarpedia.com , www.isuzuute.com.au   , www.caranddriver.com , www.drive.com.au

 

 

 

 

 


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

บทสัมภาษณ์ ทีมพัฒนา Mitsubishi PAJARO

19 กรกฏาคม 2569

ลองขับ Nissan Kicks SV ใหม่ จากใจลูกค้า GEN 2

14 กรกฏาคม 2569

รวมรถกระบะครอบครัว + ประกอบกิจการ (ทำกิน) ราคาไม่เกิน 900,000 บาท ปี 2026

8 กรกฏาคม 2569

ZEEKR X Standard ราคา 899,000 บาท ยังน่าซื้อไหม?

6 กรกฏาคม 2569

เปิดประวัติ MITSUBISHI PAJERO เอสยูวีสายลุยระดับตำนาน

6 กรกฏาคม 2569

ลองขับ MG URBAN ตัวท็อป ออปชั่นครบ 709,900 บาท นาทีนี้คุ้มไหม?

29 มิถุนายน 2569

เติมน้ำมัน 1 ลิตร เสียค่าอะไรไปบ้าง? พาส่องโครงสร้างราคาน้ำมันประเทศไทย

19 มิถุนายน 2569

รอมานาน ORA 7 ผลิตโดย BMW หลังจากร่วมมือกันสร้าง MINI ไฟฟ้า

16 มิถุนายน 2569

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ