รถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร? เป็นคำถามที่มีได้หลายคำตอบ! แต่ว่าแต่คำตอบจะตรงใจหรือตรงกับความต้องการใช้งานของแต่ละคนหรือไม่ และเป็นที่ทราบกันว่ารถยนต์ประเภทนี้ "ไม่ใช่" รถยนต์ที่จะมาแทนที่พลังงานอื่น ๆ แต่อย่างใด มันเป็นเพียงแค่ "ทางเลือก" ของของต้องแต่ละคนเท่านั้น
เชื่อว่าปัจจุบันในประเทศไทยนั้นมีผู้สนใจและเปิดใจในการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเกินกว่า 50% ของคนที่คิดจะซื้อรถยนต์ประเภทนี้ อีกส่วนที่เหลืออาจเพราะไม่มีคึวามจำเป็นต้องใช้ และไม่สะดวกในการใช้งานจริง ๆ หรือยังหลงไหลในความเป็นเครื่องยนต์สันดาปและยังมีคนต้องการใช้รถยนต์ประเภทไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดอีกไม่น้อย

BEV รถยนต์ไฟฟ้าผู้ใช้ต้องปรับตัวเยอะมาก
รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อน ไม่ว่าจะมีกี่มอเตอรี่ก็ตาม และแบตฯ แรงดันสูง (ที่เค้าเรียกกันว่าแบตฯ ลูกใหญ่) จะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีการเสียบชาร์จไฟกลับเข้าไปเก็บเหมือนกัน ต่างแค่ระบบอัดประจุไฟหรือระบบรองรับความเร็วในการชาร์จว่ารุ่นไหนชาร์จ AC ได้มากน้อยเพียงใด โดยปัจจุบันสูงสุด 11 kW ตู้ชาร์จติดตั้งที่บ้าน ส่วนสถานีตู้ชาร์จแล้วแต่ผู้ผลิต ส่วนระบบชาร์จ DC อาจรองรับได้ทะลุ 300 - 400 kW ไปแล้ว แต่ก็ต้องหาตู้ชาร์จที่จ่ายไฟไหว และราคาต่อหน่วยก็สูงตามไปด้วย
เมื่อใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าไปจนระดับแบตฯ ลดลงมาราว ๆ 30 - 40% ควรเตรียมหาที่ชาร์จ หรือใครที่มีตู้ชาร์จติดตั้งที่บ้านพัก ก็จำเป็นจะต้องคำนวนและกะระยะทางที่ใช้งานในแต่ละครั้งได้ว่าไป-กลับเมื่อถึงบ้านไฟพอหรือไม่ โดยไม่ต้องไปจองหรือรอชาร์จตามสถานีต่าง ๆ นับเป็นหนึ่งในเรื่องของการต้องปรับตัว และทุกครั้งที่ขับรถยนต์ไฟฟ้าออกจากบ้าน สิ่งที่ต้องคำนึงหรือบางคน (ตัวผมเอง) อาจเรียกว่า "พะวง" คือ
- ขับไปไกลแค่ไหน?
- ไฟที่มีอยู่พอไหม?
- เมื่อชาร์จหรือยัง?
- ชาร์จไฟเข้าไหม?
- ไฟเต็มจริงหรือเปล่า?
- เมื่อคืนชาร์จแล้วระบบตัดหรือเปล่า?
- ไปตั้งค่าหยุดชาร์จหรือตั้งเวลาผิดไหม?
- ถ้าวิ่งไกลกว่าระยะของรถจะไปแวะชาร์จได้ที่ไหน?
- คนเยอะ คิวยาว?
- ฯลฯ
สิ่งเหลานี้ผมมั่นใจว่าคนใช้รถยนต์ไฟฟ้าช่วงแรก ๆ ต้องเป็นแน่ ๆ ไม่มากก็น้อยครับ แต่เมื่อใช้งานไปสักพักจะเริ่มชินและเข้าใจถึงวิธีการใช้งานให้เหมาะสมและตรงกับลักษณะของการใช้ในชีวิตประจำวันของตนได้เอง โดยทั้งหมดนี้จะกลายเป็น "ความเคยชิน" และความกังวลจะลดลง
การเตรียมความพร้อมก่อนใช้รถยนต์ไฟฟ้า
เมื่อคุณได้เลือกรถยนต์ไฟฟ้าตรงสเปคและการใช้งานที่ต้องการแล้ว เมื่อจองรถแล้ว จะต้องดำเนินการเรื่องอื่น ๆ อีกอย่างเช่น ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าบ้านว่ารองรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อชาร์จหรือไม่
- ถ้าบ้านคุณใช้มิเตอร์ขนาด 1 เฟส 30(100)A ใช้ได้เลย เหมาะสำหรับบ้านทั่วไปที่ติดตั้งเครื่องชาร์จขนาดไม่ควรเกิน 7.4 kW ส่วนบ้านไหนเป็น 3 เฟส 15(45)A หรือ 30(100)A ยิ่งเหมาะสามารถรองรับการชาร์จกำลังไฟสูง ขนาด 11 kW หรือ 22 kW ทำให้จ่ายไฟได้เสถียรและปลอดภัยกว่าเมื่อเปิดแอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายตัว

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก e-Volt.th บอกไว้ว่า
ให้ดูกำลังไฟของ Onboard Charger ตามรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในบ้านเรา สามารถแบ่งตามตัว Onboard Charger ของรถยนต์ EV ที่สามารถรองรับกำลังไฟได้ทั้งหมด 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ
กำลังไฟ 6kW เช่น MG ZS, Ora Good Cat และ BYD ATTO 3
กำลังไฟ 11kWเช่น Volvo XC40, BMW iX3, Tesla Model 3 และ Y
กำลังไฟ 22kW ซึ่งถือว่าสูงสุดในตอนนี้ นั่นก็คือ Porsche Taycan

ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ใช้มิเตอร์แบบไหนดี
หลังจากที่เรารู้แล้วว่ารถยนต์ที่ใช้รองรับกำลังไฟได้เท่าไหร่บ้าง ก็จะทำให้รู้ว่าควรจะติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแบบไหน เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานมากที่สุด ซึ่งถ้าหากรถยนต์รองรับกำลังไฟอยู่ที่ 6kW ก็เท่ากับว่าใช้มิเตอร์ไฟ 1-Phase 30(100) ก็ถือว่าเพียงพอ เพราะต่อให้ติดตั้ง Wall Charger ที่มากกว่านี้ แต่สุดท้ายรถยนต์ EV ก็สามารถรองรับกำลังไฟได้ตามสเปกเท่านั้น แต่หากเป็นรถไฟฟ้าที่สามารถรองรับกระแสได้ถึง 11kW นั่นหมายความว่า ผู้ใช้รถที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องเปลี่ยนไปใช้มิเตอร์ไฟ 3-Phase 30(100) แทน เพื่อให้การชาร์จไฟมีประสิทธิภาพตามสเปกของรถไฟฟ้านั่นเอง
ก่อนจะเลือกมิเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการติดตั้ง EV Charger ได้นั้น สิ่งที่ควรสังเกตเป็นอันดับแรก ๆ คือ “Phase” หรือ “Type” ที่จะบอกได้ว่ากำลังการจ่ายไฟสามารถจ่ายได้เท่าไหร่ ซึ่งขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าที่ทางการไฟฟ้าฯ แนะนำก็คือ
Single-Phase 30(100)A หรือ 3-Phase 15(45)A ก็ถือว่าเพียงพอ โดยขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวน EV Charger ที่ติดตั้งด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ให้ลองดูก่อนว่ามิเตอร์ไฟที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีขนาดเท่าไหร่ หากเป็นบ้านทั่วไปที่สร้างมานานแล้วที่ใช้มิเตอร์ Single-Phase 5(15)A หรือ Single-Phase 15(45)A ก็ถือว่ากำลังไฟไม่เพียงพอต่อการใช้รถไฟฟ้า ดังนั้น หากต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ก็ต้องทำการแจ้งขอเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าก่อน
การขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า PEA และ MEA สำหรับติดตั้ง EV Charger
การขอเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จะใช้หลักการเหมือน ๆ กันคือ การเตรียมเอกสารเพื่อประกอบการยื่นขอมิเตอร์ใหม่
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้านที่ต้องการขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า
- เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า (หากไม่ใช่เจ้าของบ้านต้องมีหนังสือยินยอม)
- บิลค่าไฟฟ้า (ประมาณ 3 – 4 เดือนย้อนหลัง)
- ข้อมูลหรือสเปกของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้
- ใบมอบอำนาจหรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ กรณีที่เจ้าบ้านไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวเอง
มิเตอร์ไฟ TOU ดีไหม?
ก่อนติดตั้งต้องเข้าใจก่อนว่า มิเตอร์ชนิดนี้จะมีวิธีการคิดค่าไฟ 2 แบบ คือ On Peak และ Off Peak ซึ่งค่าไฟของแต่ละแบบจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- โดยการชาร์จในช่วง On Peak จะเป็นการชาร์จรถไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง นั่นก็คือช่วงเวลา 09.00 – 22.00 น. ของวันจันทร์ - ศุกร์ โดยอัตราค่าไฟจะอยู่ที่ หน่วยละ 5.7982 บาท
- ในขณะที่ช่วงเวลา Off Peak จะมีช่วงเวลา 22.00 - 09.00 ของวันจันทร์ - ศุกร์ และ 00.00 - 24.00 น. ของวันเสาร์ - อาทิตย์ โดยค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่หน่วยละ 2.6369 บาท
หากชาร์จไฟในเวลา Off Peak ช่วยประหยัดมาก แต่อย่าลืมเช็คก่อนนะครับว่าที่พักอาศัยของคุณมีการใช้งานไฟฟ้าตอนกลางวันมากน้อยเพียงใด ถ้าใช้ไฟในเวลากลางวันมาก ๆ "TOU อาจไม่เหมาะสม" เพราะค่าไฟจะแพงกว่า แต่ถ้าไม่ค่อยใช้ไฟช่วงกลางวันก็น่าติดตั้งมิเตอร์ TOU ได้คุ้มค่ากว่า ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถติดแยกมิเตอร์เพิ่มเฉพาะชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้แล้ว "1 บ้านเลขที่ต่อ 1 มิเตอร์เท่านั้น"

แล้วรถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร?
ใช้รถทุกวัน เป็นเส้นทางประจำ และสามารถขับขี่ไปกลับบ้านที่ทำงานหรือจุดหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องแวะชาร์จ ใช้งานเฉลี่ยวันละไม่เกิน 100 กม. หรือ อาจจะไม่เกินระยะขับได้ของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนั้น ๆ ที่คุณจะซื้อ และ ไม่ควรเป็นรถคันแรกและคันเดียวของครอบครัว เพราะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ซื้อมานั้น จะไม่มีอาการหรือระบบซอฟต์แววร์รวน จนขับต่อไม่ได้ หรือจำเป็นต้องเดินทางต่างจังหวัดเป็นประจำ ควรเป็นคันที่ 2 ของบ้าน แต่ถ้าใครรับได้ในจุดนี้จะซื้อมาเป็นรถคันแรกคันเดียวได้เช่นกันครับ นอกจากนี้ศูนย์บริการต้องมีอยู่ใกล้ ๆ และสะดวกในการเดินทาง ยิ่งมีมากกว่า 1 แห่งในโซนเดียวกันยิ่งอุ่นใจกว่า
รถยนต์ไฟฟ้ามีข้อจำกัดเรื่องระยะทางวิ่ง ดังนั้นสิ่งแรกเลยคุณต้องรู้ตัวเองก่อนว่า ลักษณะการใช้งาน ระยะทางที่ใช้ต่อวัน หรือมีการเดินทางไกลมากน้อยแค่ไหน และคุณพร้อมที่จะปรับตัวในการใช้งานหรือไม่ สิ่งที่ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่เคยใช้รถยนต์สันดาปปกติ อย่างเช่น
- โหลดแอปพลเคชั่นผู้ให้บริการสถานีชาร์จต่าง ๆ รองรับการเดินทางหรือในช่วงที่ยังรอการติดตั้งตู้ชาร์จในที่พักอาศัย ยิ่งมากยิ่งปลอดภัย
- เสียบสายชาร์จเอง ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่สถานีชาร์จ ไม่เหมือนรถน้ำมันที่จอดข้างตู้มีพนักงานเติมให้ รถไฟฟ้าต้องทำเองทุกขั้นตอน แต่ชาร์จจบแล้วอย่าลืมเคลื่อนรถออกด้วยนะครับ ไม่งั้นต้องฝึกศิลปป้องกันเพิ่มอีกสกิล
- รู้ระยะทางที่แน่นอนในการใช้ประจำวัน ใช้งานไปกลับบ้านที่ทำงานเป็นประจำ มีออกนอกลู่นอกทางบ้างแต่ก็ไม่เกินรัศมีของระยะขับขี่รถยนต์รุ่นนั้น แถมส่วนมากจะมีแอปพลิเคชั่นเช็คตำแหน่งนะครับ (อุ้ยลืมไปพ่อบ้านอาจไม่ถูกใจ)
- ใช้รถทุกวัน ใช้มากยิ่งคุ้ม ยิ่งขับบ่อยยิ่งคุ้มค่า เพราะมูลค่ารถยนต์ไฟฟ้าตกลงเร็วมาก การใช้งานเยอะๆ นับเป็ยความคุ้มค่าอีกรูปแบบนึง ส่วนใครซื้อมาจอดนิ่งนาน ๆ ขับที ไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้ นอกจากต้องการเทคโนโลยี ฟังก์ชั่นและความแรงขับสนุก
- ปรับน้ำหนักเท้าในการใช้คันเร่งและเบรกใหม่ เพราะรถมีระบบหน่วย ที่ตั้งค่ามากน้อยได้ ต้องขับให้คุ้นเคย และแป้นเบรกมักจะไม่ค่อยธรรมชาติดหมอนรถสันดาปที่คุ้นเคย ส่วนมากจะมีอาการ "เบรกจิก" "หัวทิ่ม" ต้องปรับน้ำหนักให้คุ้นเคยด้วย
- จอดรอรับผู้โดยสาร ลูกค้า ลูก ๆ หลาย ๆ ผู้สูงอายุที่ต้องนั่งรอในรถเวลาไปจอดแวะตามที่ต่าง ๆ หรือนั่งกินข้าว ทำงาน ประชุม เปิดระบบแอร์ในรถได้

การบำรุงรักษา
รถยนต์ไฟฟ้ามีอุปกรณ์และชิ้นส่วนต่าง ๆ น้อยกว่ารถยนต์สันดาปเกินครึ่ง เช่นระบบเครื่องยนต์ชุดเกียร์ มีเพียงชุดมอเตอร์ไฟฟ้า ชุดแปลงสัญญาไฟฟ้าจากแบตฯ หรือ ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter / Power Electronics) ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อส่งไปมอเตอร์ไฟฟ้า และทำหน้าที่ควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบส่งกำลัง แบตเตอรี่แรงดันสูง On-Board Charger แปลงไฟ AC จากแท่นชาร์จที่บ้านให้เป็นไฟ DC เข้าแบตเตอรี่ DC/DC Converter: แปลงแรงดันไฟสูงจากแบตเตอรี่หลักให้เป็นไฟแรงดันต่ำ (12V) เพื่อใช้กับระบบไฟส่องสว่าง แอร์ และหน้าจอดิจิทัลในรถ
หลัก ๆ ที่ต้องเช็คระยะเป็นประจำคือ ระบบซอฟ์ทแววร์ ระบบ SOH (State of Health) - สุขภาพหรือความเสื่อมของแบตเตอรี่ เมื่อผ่านการใช้งานไปหลาย ๆ ปี แบตเตอรี่จะเกิดการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้ค่า SOH ค่อย ๆ ลดลง (เช่น เหลือ 85%) เช่น รถใหม่ แบตเตอรี่จุไฟได้ 100 kWh (SOH = 100%) เมื่อเวลาผ่านไป SOH เหลือ 80% หมายความว่า ต่อให้คุณชาร์จไฟจนเต็ม (SOC = 100%) แบตเตอรี่ก้อนนี้ก็จะเก็บไฟได้สูงสุดแค่ 80 kWh เท่านั้น ส่งผลให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งลดลงตามไปด้วย
ปัญหาที่พบบ่อยใน BEV
ระบบปฏิบัติการ หรือ "ซอฟต์แววร์ รวม ค้าง ดับ หรือบางครั้งเซ็นเซอร์ต่าง ๆ อาจตรวจจับผิดพลาดทำให้ไม่สามารถขับได้ หรือ ไฟจากแบตฯ 12V อ่อนหรือหมดทั้งที่ใช้มาไม่ถึงปี ซึ่งระบบรถยนต์ไฟฟ้ามีการใช้กระแส 12V ไปเลี้ยงไว้เยอะกว่ารถสมัยไม่มีหน้าจอ เอาแค่จอมาตวัดคนขับและจอกลางก็ใช้ไฟพอสมควรแล้ว ทำให้หมดไวกว่ารถทั่วไป และปัญหาที่เกินควบคุมคือ ตัวแบตฯ ที่อยู่ดี ๆ ก็อาจเกินเสียหาย ปะทุ เกิดประกายไฟและไปถึงขั้นไฟไหม้ก็มี แต่อย่าพึ่งตกใจนะครับ เหตุที่เกิดจากแบตฯนั้น มีหลายปัจจัยมาก ๆ เอาเป็นว่าเลือกแบรนด์รถที่ประวัติเกิดเหตุน้อยหรือไม่เคยเกิดน่าจะปลอดภัยที่สุด

อีกปัญหาคือ ชาร์จไฟไม่เข้า หรือดึงหัวชาร์จไม่ออก* อาการนี่พบบ่อยมาก อาจเกิดจากการเริ่มใช้บริการตู้ชาร์จครั้งแรก รถจะมีการส่งข้อมูลหากันระหว่างหัวชาร์จและตู้ชาร์จ บางครั้ง "ระบบรวน" (อีกแล้ว) ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องพึ่ง Call Center เพื่อลิงค์ข้อมูลใหม่ ส่วนเรื่องการดึงหัวชาร์จไม่ออกก็ "รวน" จากระบบของรถยนต์ หรืออาจจะเกิดในกรณีที่กำลังดึงหัวชาร์จออกก่อนที่ตัวสลักล็อกปลดออก ทำให้เขี้ยวและช่องที่ล็อคติดขัดแน่น วิธีแก้เบื้องต้นให้ดึงสลักฉุกเฉิน (ลวดสลิง) ซ่อนไว้ใกล้ ๆ กับจุดหัวเสียบชาร์จรถยนต์ (โปรดอ่านคู่มือแต่ละรุ่น) พร้อมกับขยับหัวชาร์จเข้าออกเบา ๆ ช้า ๆ ให้สัลกค่อย ๆ คลายออก แต่ถ้ายังปลดไม่ได้.......โทรหาศูนย์เลยครับบบบบ
(*อาการนี้อาจเกิดได้อีกหลายสาเหตุ)

หากแบตฯ แรงดันสูงเสื่อมหรือมีค่า SOH ต่ำกว่ามาตรฐานหรือค่าของรถยนต์แต่ละรุ่นกำหนด หากอยู่ในระยะประกันและไม่ผิดเงื่อนไข บริษัทรถยนต์จะต้องทำการเปลี่ยนให้ใหม่ แต่ความจริงแล้วความเสื่อมสภาพของแบตฯ แรงดันสูงนั้น ยาวนานเกิน 5 - 8 ปี ขึ้นไป แต่ก็มีบางคันมีปัญาหาคุณภาพการผลิตของแบตฯ ก็อาจจะต่ำกว่ามาตรฐานก็เป็นไปได้
ระบบของเหลวต่าง ๆ เช่น น้ำหม้อน้ำระบายความระบบไฟฟ้าทั้งหมด ของเหลวหรือน้ำมันเฟืองท้ายหรือเกียร์ ระบบปรับอากาศใส้กรองระบบปรับอากาศ ตรวจสอบคุณภาพของแบตเตอรี่ 12V (ลูกเล็ก) นอกเหนือจากนี้ก็เป็นปัญหาจากการใช้งานทั่วไป เช่น เสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่ หรือ ตกหลุม เสียงเบรกดัง ยางสึกหรอไม่เท่ากัน
รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีการรับประกันระบบมอเตอร์ไฟฟ้าชุดขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูงติดมาด้วยแล้วแต่รุ่นรถอาจจะ 8 - 10 ปี 120,000 - 150,000 กม. และบางค่ายรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ไม่จำกัดระยะทาง (แต่อาจมีเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติม)
ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ามักเป็นรถจากประเทศจีน เรื่องความอุ่นใจเชื้อถือนั้นต้องเลือกแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทยยาวนานและบริษัทหลักในประเทศนั้นยังคงมีกำไรหรือมีความมั่นใคงที่ดี การบริการหลังการขาย อะไหล่ การตรวจเช็คต่าง ๆ อาจชำนาญและระยะเวลารอคอยในการซ่อมบำรุงแตกต่างกันด้วย
ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าจะไม่สูงนัก บางรุ่นมีบริการฟรี 10 ครั้งหรือฟรีค่าแรง ค่าใช้จ่ายแต่ละรอบเช็คระยะจึงไม่แพง เมื่อนำมาคำนวนกับราคา ค่าไฟในการใช้แต่ละวันกลายคนบอกว่าคุ้มและประหยัดมากกว่ารถยนต์สันดาป ส่วนเรื่องระยะยาวหลายรุ่นก็มีตัวอย่างให้เห็นว่า สามารถดูแลรักษาได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก แต่บางรุ่นนั้นแม้จะเป็นรุ่นใหม่พัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิมมาแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ดี
ข้อสุดท้ายนี้จึงขอเน้นย้ำว่า "ต้องเข้าใจและทำใจยอมรับในกรณีเกิดเหตุต่าง ๆ" และการบริการหลังการขายของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหรือแบรนด์ที่คุณใช้อาจยังดำเนินการแก้ไขไม่รวดเร็วทันใจมากพอ เรื่องของความมั่นใจ เชือ่ใจนั้น สร้างไม่ได้ง่าย ๆ ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ
รถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่เหมาะกับทุกคน แต่คนที่จำเป็นหรือต้องการใช้งาน ต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้งานพร้อมกับยอมรับความเสี่ยงที่อาจตามมาจากหลายสาเหตุ หลายปัจจัยได้ แต่ถ้าเป็นรถยนตใหม่ ๆ ยังไม่พ้นรันอินหรือใช้งานปกติไม่เกิน 2 ปี แล้วเกิดปัญหาจากระบบหรือการผลิต ควรต้องได้รับการแก้อย่างเหมาะสมทันท่วงที
บทความ : สินธนุ จำปีศรี