EN / TH

เปิดราคา 3.6 ล้าน สำหรับตลาดออสซี่ TOYOTA LAND CRUISER 300 HEV ไฮบริดเบนซิน V6 3.4 ลิตร เทอร์โบคู่

5 พฤษภาคม 2569

BMW อาจผลิต M3 EV คงไว้ซึ่ง DNA ของ BMW M อย่างแท้จริง

5 พฤษภาคม 2569

SUZUKI JIMNY 2026 เพิ่มระบบ Suzuki Safety Support ถุงลม 6 ตำแหน่ง ราคาเริ่มต้น 1,590,000 บาท

5 พฤษภาคม 2569

MITSUBISHI TRITON TERRA รุ่นท๊อปเน้นหรู สำหรับตลาดบราซิล ล้อ 20 เครื่องเสียง JBL เปิดราคาราว 2,389,000 บาท

2 พฤษภาคม 2569

เปิดตัวในจีน AVATR 06T ตัวถัง Wagon ขุมพลัง BEV และ REEV เคาะราคาราว 1,035,000-1,323,000 บาท

30 เมษายน 2569

Stellantis ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ราคาประหยัดที่สุดในจีน ถูกกว่า Peugeot ของตัวเองถึง 15,000 ดอลลาร์

30 เมษายน 2569

TOYOTA ประกาศยอดขายทั่วโลก ปีงบประมาณ 2026 ทะลุ 11 ล้านคัน!

29 เมษายน 2569

GWM เตรียมทำตลาดเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 3.0 ลิตร ใหม่ ในออสเตรเลีย 231 แรงม้า 620 นิวตันเมตร

28 เมษายน 2569

GWM Auto China 2026 ขนทัพ 6 รุ่น แสดงเทคโนโลยีสุดล้ำระบบ Hi4 ใน SUV สายลุย

28 เมษายน 2569

The new Porsche Cayenne Coupe SUV 1,156 แรงม้า วิ่งได้ 600 กม. เริ่ม 7 ล้านบาท

28 เมษายน 2569

IM LS8 และ MG4 URBAN หมัดเด็ดจาก Beijing Auto Show 2026

28 เมษายน 2569

GWM ยืนยัน กำลังพัฒนาขุมพลังดีเซล PHEV มีแผนเปิดตัวในจีนช่วงต้น 2027

27 เมษายน 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า บทความ

เมื่อซูซูกิถอย ฟอร์ดก็เดินเกมรุก

24 มกราคม 2569| จำนวนผู้เข้าชม 897

การประกาศลงนามซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) โดยฟอร์ด ประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ไม่ใช่เพียงข่าวการซื้อขายสินทรัพย์ทั่วไปหากแต่เป็นหนึ่งใน“ดีลเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนการเปลี่ยนขั้วของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี

โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในจังหวัดระยองภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออกเขตปลอดอากร (Free Zone)และที่สำคัญที่สุดคือตั้งอยู่ติดกับโรงงาน Ford Thailand Manufacturing (FTM)ของฟอร์ดแบบ“แนบชิด” ราวกับเป็นส่วนต่อขยายที่ถูกวางผังไว้ล่วงหน้า ขนาดของโรงงานมีพื้นที่รวมกว่า 412.5 ไร่ พร้อมอาคารโรงงานขนาด 65,000 ตารางเมตร ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2555 หรือราว 14 ปีที่แล้ว แม้มูลค่าการเจรจาซื้อขายโรงงานแห่งนี้ยังไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ประเมินกันว่าน่าจะมี มูลค่าราว 4,000–5,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้อาจดูสูงในเชิงธุรกิจปัจจุบันแต่ทว่าเมื่อพิจารณาในบริบทของโรงงานประกอบรถที่“พร้อมใช้งานทันที”และอยู่ในเขต EEC แถมอยู่ติดกับฐานการผลิตหลักของฟอร์ดอยู่แล้ว นี่คือการซื้อทรัพย์สินที่ให้ความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์ที่สุดดีลนี้ยังเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจฟอร์ดในประเทศไทย ซึ่งตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมาฟอร์ดลงทุนในไทยสะสมแล้วกว่า 133,000 ล้านบาท และฐานผลิตของฟอร์ดในไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งออก กระบะฟอร์ เรนเจอร์และ ฟอร์ด เอเวอร์เรทไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลกการตัดสินใจ “ซื้อเพิ่ม” ในวันที่หลายค่าย “ถอยออก” จึงมีความหมายมากกว่าการขยายโรงงานธรรมดา 


ซูซูกิ: บทสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากมองจากฝั่งซูซูกิ การขายโรงงานระยองไม่ใช่ความพ่ายแพ้แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซูซูกิต้องเผชิญมาระยะหนึ่งจนล่วงมาสู่การประกาศยุติกิจกรรมการผลิตในไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่
กลางปี 2567 และการผลิตรถยนต์สิ้นสุด 100% แล้วเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา ซูซูกิหลังต้องเผชิญปัญหายอดขายในประเทศลดลงต่อเนื่องทำให้ส่วนแบ่งการตลาดลดเหลือไม่ถึง 2% ทั้งที่เคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก

จุดอ่อนสำคัญของซูซูกิคือ “ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากซูซูกิมีรถเล็กและอีโคคาร์ซึ่งเคยเป็นความถนัดของซูซูกิ ได้ถูกแบรนด์จีนเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยรถยนต์ไฟฟ้าราคาต่ำและเทคโนโลยีใหม่กว่าแต่ทั้งนี้ปัญหาที่ผู้บริหารซูซูกิสะท้อนมาตลอดก่อนปิดโรงงานคือ นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อรถยนต์ไฟฟ้า(EV)มากกว่ารถสันดาปขนาดเล็ก โดยเฉพาะการนำเข้าเข้าที่ไม่มีภาษีและเงินสนับสนุนการออกรถใหม่ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ซูซูกิที่รับผลกระทบรถญี่ปุ่นในไทยต่างได้รับผลเช่นกันเพียงแต่ค่ายเหล่านั้นยังพอมีสายป่าน พอต้านทานแรงเสียดทานจากรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้แต่ก็ยังล่อแหลมอย่างมาก ในการตัดสินใจ"อยู่ต่อ"หรือ"บอกลา"ในอนาคต

 
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตยานยนต์ในไทยทั้งค่าแรง ค่าพลังงาน และค่าโลจิสติกส์ ได้ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับฐานการผลิตอื่นของซูซูกิ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเอง การเดินหน้าผลิตต่อในไทยจึงไม่ตอบโจทย์เชิงเศรษฐศาสตร์ ซูซูกิได้เลือกแนวทางใหม่โดย “เปลี่ยนบทบาท” จากผู้ผลิตในประเทศ(CKD) เป็นผู้นำเข้ารถยนต์ทั้งคัน(VBU)และโฟกัสไปที่เทคโนโลยี HEV ที่พอมีช่องว่าง ซูซูกิยังคงเครือข่ายการขายและบริการหลังการขายไว้ พนักงานราว 800 คนจากโรงงานระยองได้ถูกเลิกจ้างและบางส่วนโอนไปทำงานในส่วนอื่นขององค์กรเพื่อลดผลกระทบทางสังคมและแรงงาน เมื่อโรงงานกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งาน การขายให้กับฟอร์ดซึ่งมีความพร้อมและมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่นั้นจึงเป็นทางออกที่ “เจ็บน้อยที่สุด” สำหรับซูซูกิ 



ฟอร์ดซื้อวันนี้เพื่อรักษาความได้เปรียบในวันข้างหน้า


สำหรับฟอร์ด ดีลนี้ไม่ใช่การขยายกำลังการผลิตแบบหวือหวา แต่เป็นการ “เพิ่มความยืดหยุ่น” ให้กับฐานการผลิตที่มีอยู่ปัจจุบัน ฟอร์ดมีโรงงานหลักในไทย 2 แห่ง คือ FTM และ ออโต้อัลไลน์แอนซ์
(AutoAlliance Thailand (AAT)) ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตรวมใกล้แตะระดับ 7 แสนคันต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นกระบะ Ford Ranger และรถPPV Ford Everest ซึ่งโรงงานในไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออกมากกว่า 80% ของปริมาณทั้งหมด
ความต้องการรถกระบะ 1 ตันและรถ PPV ยังคงแข็งแกร่งในตลาดหลักอย่างออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ตะวันออกกลาง และบางประเทศในยุโรป ขณะที่รถจีนคู่แข่งสำคัญยังเจาะตลาด กลุ่ม ladder-frame (กลุ่มรถที่มีโครงสร้างตัวถังรถแบบยกแชสซีออกจากตัวถัง)และรถที่มีระบบขับเคลื่อน 4x4 ได้ค่อนข้างช้า ฟอร์ดจึงจำเป็นต้องรักษาความสามารถในการตอบสนองคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การได้โรงงานที่อยู่ติดกันในเขตปลอดอากร ทำให้ฟอร์ดสามารถเชื่อมโยงสายการผลิต
โลจิสติกส์ และซัพพลายเชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาและต้นทุนในการก่อสร้างใหม่ซึ่งหากต้องสร้างโรงงานระดับเดียวกันในปัจจุบัน อาจใช้เงินลงทุนสูงกว่านี้ 2–3 เท่า ในระยะใกล้ ฟอร์ดยังไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าจะใช้โรงงานใหม่ผลิตรถรุ่นใด แต่แนวโน้มคือ การเตรียมรองรับการผลิตกระบะ เรนเจอร์โฉมใหม่ และรถรุ่นพิเศษและอาจรวมถึงเวอร์ชันไฮบริดบางประเภท ขณะที่ เรนเจอร์ แบบPlug-in Hybrid ยังคงผลิตที่แอฟริกาใต้เป็นหลัก สะท้อนว่าฟอร์ดยังมองตลาดอาเซียนในกรอบของเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดแบบดั้งเดิม

 

อุตฯรถไทยไม่โตแต่ได้ไปต่อ

ดีลฟอร์ด–ซูซูกิ เกิดขึ้นท่ามกลางภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยที่กำลังหดตัว ยอดขายรวมทั้งประเทศในปี 2568 ถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่เพียง 600,000–650,000 คัน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก เมื่อสิบปีก่อน สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือน และการแข่งขันรุนแรงจากรถนำเข้าและรถจีนราคาประหยัดอย่างไรก็ตาม เซกเมนต์รถกระบะและ PPV ยังคงเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ของอุตสาหกรรมไทย และยังเป็นจุดแข็งที่ประเทศอื่นในภูมิภาคทดแทนได้ยาก การที่ฟอร์ดตัดสินใจเพิ่มการลงทุน ในขณะที่หลายค่ายญี่ปุ่นโยกการผลิตบางรุ่นออกหรือ ย้ายฐานการผลิตออกไปอย่างซูซูกิ จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเครือข่ายซัพพลายเชนในประเทศ

ในเชิงยุทธศาสตร์ ดีลนี้คือ ฟอร์ดยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดกระบะระดับโลกโดยใช้ ฐานการผลิตในไทย ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกเซกเมนต์ และผู้ที่อ่านเกมขาด ยังคงหาพื้นที่เติบโตได้ท่ามกลางความผันผวน สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นี่อาจไม่ใช่ยุคขาขึ้นแต่ก็ยังไม่ใช่จุดจบ หากรัฐบาลไทยตระหนักว่า ต้องรักษาฐานการผลิตรถกระบะไว้ ไม่ออกนโยบายบั่นทอน กระบะไทยก็จะยังคงเป็นหัวใจของการผลิตและการส่งออกต่อไป


บทความโดย: ยุทธพงษ์ ภาษี 


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

Michelin Pilot PAX System ยางรถนายกฯ ทำไมแพง?

27 เมษายน 2569

ALL NEW SUBARU CROSSTREK ราคานำเข้า 2.35 ลบ. ได้สายเลือดญี่ปุ่นมีของดีซ่อนไว้เสมอ!

16 เมษายน 2569

แอปพลิเคชั่น EV ติดตัวผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีหรือยัง?

9 เมษายน 2569

เช็ครถก่อนเดินทาง ง่ายๆ ฉบับมือใหม่

7 เมษายน 2569

เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตรใน TOYOTA LAND CRUISER FJ ปรับปรุงอะไรบ้าง?

6 เมษายน 2569

ทำความรู้จัก "จุดควบคุมภาคพื้นดิน" รูปสี่เหลี่ยมบนถนนคล้ายตารางหมากรุก

3 กุมภาพันธ์ 2569

TOYOTA LAND CRUISER Fj คนไทยอยากได้ดีเซล แต่เบนซินขายก่อน แล้วไทยได้อะไร..?

22 ตุลาคม 2568

พาส่อง! แบรนด์ยานยนต์ที่โตโยต้าครอบครองและถือหุ้นในปี 2025

1 กันยายน 2568

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ