Mercedes-Benz S-Class รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในระดับโลก นับเป็นเวลา 5 ปี หลังจากที่รถเรือธงเจเนอเรชันปัจจุบัน รหัสตัวถัง W223 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020
Mercedes-Benz ระบุว่า S-Class รุ่นปี 2026 ถือเป็นการปรับโฉมกลางอายุที่ครอบคลุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรุ่น โดยมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของชิ้นส่วนทั้งหมดราว 2,700 รายการ ได้รับการพัฒนาใหม่ ปรับปรุง หรือยกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง ไฮไลต์สำคัญของ S-Class รุ่นล่าสุด ได้แก่ สัญลักษณ์ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงหน้าที่สามารถเรืองแสงได้, กระจังหน้าเรืองแสงขนาดใหญ่ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ และไฟหน้า Digital Light ดีไซน์ใหม่แบบ Twin-Star ที่ใช้เทคโนโลยี Micro-LED
ด้านดีไซน์ภายนอก S-Class รุ่นปรับโฉมยังคงความสง่างามแบบคลาสสิก กระจังหน้าเรืองแสงขนาดใหญ่ประดับด้วยดาวโครเมียมสามมิติ พร้อมไฟหน้า Digital Light ดีไซน์ Twin-Star ใหม่ ช่วยสร้างความแตกต่างจากรุ่นเดิม ส่วนด้านท้ายมาพร้อมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มีลายดาวสามดวงกรอบโครเมียม แถบข้างตัวรถติดตั้งโปรเจกเตอร์ส่องโลโก้ “Mercedes-Benz” ลงบนพื้นขณะเปิดประตู
Mercedes-Benz ระบุว่า ระบบ Digital Light รุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Micro-LED สามารถเพิ่มพื้นที่ส่องสว่างความละเอียดสูงได้ราว 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ไฟสูงที่สว่างไกลขึ้น พร้อมลดการใช้พลังงานเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ระบบไฟสูง Ultra Range สามารถส่องสว่างไกลสูงสุดถึง 600 เมตร หรือประมาณสนามฟุตบอล 6 สนาม พร้อมการปรับทิศทางอัตโนมัติเพื่อให้ครอบคลุมถนนได้ดีที่สุด ขณะที่ระบบไฟสูงบางส่วนช่วยตรวจจับผู้ใช้ถนนในพื้นที่มืดโดยไม่รบกวนรถคันอื่น ฟังก์ชันไฟเลี้ยวโค้งใช้ข้อมูลจากกล้องและแผนที่ เพื่อปรับการทำงานให้แม่นยำยิ่งขึ้นตามลักษณะถนน
S-Class รุ่นล่าสุดยังเปิดตัวล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์หลายก้านแบบใหม่ ผลิตด้วยเทคโนโลยีหล่อแรงดันสูง โดดเด่นด้วยเส้นสายคมชัด ความบางที่ลดลง และลวดลายก้านไขว้ถึง 50 ก้าน เคลือบสี Tremolit Metallic High Sheen เพิ่มความแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน
ตัวรถมาพร้อมช่วงล่างถุงลม Airmatic เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และสามารถเลือก E-Active Body Control พร้อมระบบควบคุมแรงหน่วงอัจฉริยะได้ ระบบเลี้ยวล้อหลังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในความเร็วต่ำ และเสถียรภาพในความเร็วสูง โดยสามารถเลี้ยวได้สูงสุด 4.5 องศา หรือเลือกออปชันสูงสุด 10 องศา เพื่อความสะดวกในการกลับรถและจอดในพื้นที่แคบ
ภายในตัวรถ มาพร้อมคอนโซลกลางด้านหลังแบบยาวตลอดแนว มาพร้อมช่องเก็บของแบบซ่อน แท่นชาร์จไร้สาย พอร์ต USB-C แบบชาร์จเร็ว ช่องแช่เย็น และที่วางแก้วควบคุมอุณหภูมิ โต๊ะพับช่วยให้สามารถทำงานบนแล็ปท็อป เซ็นเอกสาร หรือรับประทานอาหารระหว่างเดินทางได้ พร้อมตัวเลือกวัสดุตกแต่งคอนโซลกลางหลังแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความพิเศษเฉพาะตัว รีโมตคอนโทรลสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่วยควบคุมระบบปรับอากาศ ม่านบังแดด และจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังขนาด 13.1 นิ้ว
ระบบเสียงมีให้เลือก 2 ระดับ ได้แก่ Burmester 3D Surround Sound และ Burmester High-End 4D Surround Sound พร้อม Dolby Atmos
ตัวรถยังมาพร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบอุ่น ให้ความร้อนสูงสุด 44 องศาเซลเซียส ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในช่วงเช้าอากาศเย็น โดยทำงานผ่านปุ่มระบบอุ่นเบาะนั่ง
ลูกค้ายังสามารถปรับแต่ง S-Class ได้หลากหลายยิ่งขึ้น ผ่านโปรแกรม Manufaktur ที่มีสีตัวถังพิเศษ ชุดหนังระดับหรู และรายละเอียดงานฝีมือแบบเฉพาะ สำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่างสูงสุด โปรแกรม Manufaktur Made to Measure เปิดโอกาสให้สร้างรถแบบ “คันเดียวในโลก” ด้วยสีตัวถังกว่า 150 เฉด และสีภายในมากกว่า 400 แบบ หากมีความต้องการนอกเหนือจากรายการมาตรฐาน ทีม Manufaktur Made to Measure จะพิจารณาเป็นรายกรณี ผ่านการให้คำปรึกษาแบบส่วนตัว ทั้งที่ศูนย์ Sindelfingen ประเทศเยอรมนี หรือในสถานที่ที่ลูกค้าเลือกเองได้














ที่มา: CarExpert