มองรายงานข่าวในช่วงนี้ มีข่าวแทรกถึงการเปลี่ยนแปลง การจัดจำหน่ายรถยนต์ของเกียจากเกาหลี การเปลี่ยนโครงสร้าง การบริหารจัดการ และการลงทุนต่างๆ ของฮุนได มอเตอร์ คอร์ป เพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์เกาหลีในไทย เกียและฮุนได คือความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองยิ่ง และเราทราบกันดีกว่า กระแสการลงทุนของบริษัทรถยนต์จีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดระยอง มีรถยนต์จีนมากมายหลายยี่ห้อเข้ามาลงทุนเช่น บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของจีน ที่ลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานที่สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 150,000 คันต่อปี เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2565 บริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล ที่ประกาศแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีกำลังการผลิต 100,000 คัน ด้วยการลงทุน 285 ล้านดอลลาร์ หรือแม้แต่ เนต้า บริษัทสตาร์ทอัพด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ก็ได้ใช้เครือข่ายการผลิตในไทยโดยโรงงานบางชันฯ ทำการผลิตรถยนต์ CKD เป็นครั้งแรก
เป้าหมายของรถยนต์จีนเหล่านั้น คือการถอดฉลากจากคำว่า 'Made in China' เป็น Made in Thailand เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร และการตรวจสอบจากสหรัฐอเมริกา และยุโรป และเพื่อสร้างทางเลือก ในการเอาชนะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่กำลังเกิดขึ้นในจีนในขณะนี้
รถยนต์แบรนด์เอเชีย กำลังทำศึกกันเองในบ้านไม่ว่าจากจีน เกาหลี และญี่ปุ่น โดยตลาดรถยนต์ในไทยนั้น เกิน 80% เป็นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ในขณะที่ "จีน เกาหลี พยายามรุก ญี่ปุ่นพยายามปกป้อง"
สำหรับสิ่งที่ค่ายรถญี่ปุ่นทำคือ เริ่มวางกองกำลังเพื่อต่อสู้กลับ การพบปะของผู้บริหารโตโยต้า มอเตอร์ กับนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน โดยมีสัญญาว่า โตโยต้า จะเพิ่มเติมการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงการที่ประธานกรรมการของโตโยต้า มอเตอร์เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในฐานะบ้านหลังที่ 2 ก็เชื่อว่า โตโยต้าพี่ใหญ่ของญี่ปุ่นเตรียมไม้เด็ดไว้รับมือคู่แข่งแน่นอนในขณะที่ฮอนด้า มอเตอร์ ก็ประกาศเดินสายพานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Honda e:N1 รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า(BEV) ณ โรงงานฮอนด้า สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.ปราจีนบุรี ด้านมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งตัดสินใจถอนตัวจากจีนโดยสิ้นเชิง เลือกที่จะตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยทดแทนตลาดจีนที่หายไป
การท้าทายฐานที่มั่นของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รถจากจีน เป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดในอาเซียนเพราะ กำลังขยายฐานการผลิตอย่างรวดเร็วโดยใช้ทุนและอิทธิพลจำนวนมหาศาล ฐานรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังเปิดทีละแห่งในประเทศไทย ดีลเลอร์รถญี่ปุ่นหลายรายเปลี่ยนไปขายรถยนต์แบรนด์จีน ไม่รวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่น บริษัทแบตเตอรี่อันดับ 1 ของจีน CATL กำลังลงทุน 6,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในกัมพูชา กลุ่มทุนต่างๆจากจีนทยอยลงทุน ในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้บริโภคมากที่สุด
อาเซียนเป็นบ้านเกิดของญี่ปุ่น มีบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจเชื่อมโยงประมาณ 15,000 แห่ง ทั้งบริษัทแม่ บริษัทย่อย โรงงานในท้องถิ่น แม้การลงทุนในอาเซียนชะลอตัวลงชั่วคราวในช่วงการระบาดของไวรัส-19 แต่ช่วงนี้กลับมีสัญญาณขยายตัว เช่น โตโยต้า ซึ่งเริ่มลดการผลิตในจีนเมื่อเดือนตุลาคมปี 2565 กำลังหันไปเพิ่มการผลิตใน ในอินโดนีเซีย โดยลงทุนมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์ ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2569 ชิ้นส่วนอย่างค่าย Sony วางแผนที่จะสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์สำหรับยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2567
หลายคนก็สงสัยว่าทำไม ทุนเกาหลีเพิ่งขยับในช่วงเวลานี้ จริงๆแล้วเกาหลีวางภูมิศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในแผนสร้างการเติบโตมานานแต่ได้เก็บไว้ในลิ้นชัก ก่อนนำมาใช้เพราะ ปัจจัยสำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่าง จีนและอเมริกาที่มีผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก จะเห็นว่าขณะนี้มีภูมิภาคเดียวคืออาเซียนที่วางตัวได้ดี ไม่โน้มเอียงไปทางสหรัฐฯ หรือจีนมากนัก แต่จะเน้นผลประโยชน์และมิตรภาพเป็นหลัก ทำให้ ภูมิภาคอาเซียนเป็นแหล่งที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ อาเซียนประกอบด้วย 10 ประเทศ รวมถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ถือเป็นตลาดเกิดใหม่และฐานการผลิตที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ด้วยเหตุนี้จึงคาดการณ์ว่าท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและจีน อาเซียนจะกลายเป็นตลาดที่สำคัญมากขึ้นที่สามารถทดแทนหรือเสริมจีนได้ในอนาคต และจะกลายเป็นฐานการผลิตทดแทนจีน
บริษัทเกาหลีซึ่งมีการติดต่อค่อนข้างน้อย กำลังขยายฐานที่กระจุกตัวอยู่ในเวียดนาม และเพิ่มส่วนแบ่งในอาเซียน ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนคือ Hyundai Motor Group ซึ่งกำลังมองหาตลาดใหม่หลังจากออกจากจีน ฮุนไดกำลังขยายฐานการผลิตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงการดำเนินงานโรงงานผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซียที่มีกำลังการผลิต 150,000 คัน และโรงงานประกอบที่มีกำลังการผลิต 100,000 คันตามลำดับในปีที่แล้ว มีการเปิดศูนย์นวัตกรรมระดับโลกเพิ่มเติมที่สิงคโปร์ เพื่อทดสอบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ หากโรงงานของเกียในประเทศไทยเปิดดำเนินงานจะเป็นฐานผลิตที่ 4 ของเกียในกลุ่มอาเซียน
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงในวงการยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้ามองว่า ญี่ปุ่นแข็งแกร่งเป็นเจ้าตลาด จีนก้าวนำในฐานะผู้ท้าทาย รถทั้ง 2 สัญชาติก็ยังต้องเผชิญ การท้าทายเพื่อขอเข้ามีส่วนร่วมในตลาดจาก ฮุนได มอเตอร์ อีกราย
บทความโดย: ยุทธพงษ์ ภาษี