EN / TH

2026 Toyota Land Cruiser 70 SWB รุ่นฐานล้อสั้น ไฮไลท์ตัวถังเปิดประทุน ตลาดตะวันออกกลาง

27 กรกฏาคม 2569

Mercedes-AMG เผยภาพเพิ่มเติม G-Class Cabrio รุ่นเปิดประทุน คาดผลิตในฐานะรุ่นพิเศษเท่านั้น

27 กรกฏาคม 2569

NISSAN LEAF NISMO เปิดตัวในญี่ปุ่น ตกแต่งรอบคัน ปรับปรุงช่วงล่างใหม่หมด พละกำลังคงเดิม

27 กรกฏาคม 2569

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ปรับยอดผลิตปี 2569 ลงจากเดิม 1.5 ล้านคัน เป็น 1.45 ล้านคัน หรือ 3.33% จากสงครามยืดเยื้อ,การแข่งขันจากการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจีน

27 กรกฏาคม 2569

Honda Civic e:HEV ใส่ S+ Shift พร้อม Blind Spot Information และ Cross Traffic Monitor ครั้งแรกในไทย แต่กล้องรอบคันยังไม่มา!!

23 กรกฏาคม 2569

Mercedes-benz แถลงทิศทางดำเนินงานพร้อมเปิดแคมเปญ “FLEX Mobility Campaign” เริ่มต้น 5 แสน ผ่อน 27,000 บาท ตลอดสัญญา

23 กรกฏาคม 2569

Toyota Yaris ATIV HEV ไม่คาดหวัง แต่เกินคาด พลังไฮบริดแรงและประหยัด 30 กม. ลิตร มีให้เห็น

22 กรกฏาคม 2569

GWM เผยภาพทีเซอร์ Ora 5 รุ่นย่อย GT และ Sport ในจีน

22 กรกฏาคม 2569

ISUZU VehiCross หมัดเด็ด SUV ยุค 1997 ผลิตไม่ถึง 6,000 คัน

20 กรกฏาคม 2569

บทสัมภาษณ์ ทีมพัฒนา Mitsubishi PAJARO

19 กรกฏาคม 2569

สื่ออังกฤษรายงาน SUZUKI มีแผนเปิดตัวรถไฟฟ้าขนาดเล็กจากต้นแบบ Vision e-Sky สำหรับยุโรป ภายใน 2027

17 กรกฏาคม 2569

BAW M8 รถ MPV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง แบต 81 kWh ระยะทาง 408 กิโลเมตร NEDC ชาร์จ DC 80 kW

16 กรกฏาคม 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า บทความ

ZEEKR X Standard ราคา 899,000 บาท ยังน่าซื้อไหม?

6 กรกฏาคม 2569| จำนวนผู้เข้าชม 489

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนในตอนนี้ มีหลากหลายรุ่นที่น่าสนใจและไม่น่าสนใจ แต่ในความโกลาหลระหว่างศึกรุ่นใหม่ ๆ กับช่วงราคา 8 - 9 แสนที่ดุเดือดนั้น กลับทำให้นึกถึง ZEEKR X โดยเฉพาะรุ่น Standard ที่มีราคา 899,000 บาท ยังน่าซื้อไหม?  มีการปรับโฉมใหม่ ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ให้หนึบขึ้น  จากเดิมที่ "ปวกเปียกจนมึนหัว"  แม้จะมีรูปทรงและเทคโนโลยีทันสมัยอยู่ แต่ก็ถูกกลืนหายไปจากกระแสพอสมควร วันนี้ผมจึงขอ "งม" กลับขึ้นมาใหม่ เพื่อลองใช้งานในชีวิตประจำวันจริงเพื่อดูว่า การขับขี่ การตอบสนอง ฟังก์ชั่นใช้งานต่าง เป็นมิตรกับผู้ขับขี่หรือไม่และให้ความคุ้มแค่ไหน

 

 

 

 

ข้อมูลสเปคของ ZEEKR X รุ่น Standard RWD น่าสนใจที่เทคโนโลยียังล้ำสมัย 

ZEEKR X รุ่นเริ่มต้นนี้เมื่อเทียบกับราคา 899,000 บาท นับว่ายังให้ความคุ้มค่า เพราะเทคโนโลยีที่ได้มาทั้งความแรง ระบบจัดการแบตเตอรี่ ฟังก์ชั่นใช้งาน ยังล้ำสมัยไม่ต่างจากรุ่นใหม่ ๆ สมรรถนะที่กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าขับหลัง 335 แรง และแรงบิด 373 นิวตันเมตร และเคลม 0 - 100 กม./ชม. ที่ 5.6 วินาที นี่มันก็น้อง ๆ สปอร์ตคาร์แล้ว 

 

 

 

ขนาดของแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ระดับกลาง ๆ ยังไม่มากมายนักบนแรงดัน 400 โวลต์ (400V Architecture) ขนาด 61 kWh ทำระยะทางได้ 450 กม. NEDC วิ่งจริงก็ให้หักออกไปราว ๆ 50 -80 กม. แล้วแต่การขับขี่นะครับ แต่ระยะทางระดับนี้หากใช้งานทั่วไปมันเพียงพออยู่แล้ว บวกกับคนที่มีเครื่องชาร์จในบ้านก็ไม่ใช่ปัญหา รองรับ DC สูงสุด 230 kW และ AC 11 kW ก็เหลือ ๆ แล้ว และยังท่องเที่ยวตั้งแคมป์จ่ายไฟฟ้าแบบ V2L ได้ 3.3 kW 

 

 

 

ระบบช่วงล่างที่มีการปรับปรุงใหม่ให้ "หนึบขึ้น" แบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังมัลติลิงก์ และมอเตอร์ขับเคลื่อนติดตั้งอยู่ที่ด้านหลัง ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 19 นิ้ว ซึ่งถ้าเป็นรุ่น Flagship AWD จะมาพร้อมล้อขนาด 20 นิ้ว แต่สำหรับผมในรุ่นเริ่มต้นนี้ 19 นิ้วยังนุ่มไปเลย แต่ก็เพียงพอต่อการขับขี่แล้ว ไม่เปลืองไฟและไม่กระเทือนมากนัก 

 

 

 

เทคโยโลยีสู้คู่แข่งได้ไหม?

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดนอกจากขนาดแบตฯ วิ่งได่กี่กม. ?  คือ ฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ ยังทันสมัยหรือไม่ หรือว่าล้าหลังไปแค่ไหน รับได้หรือไม่ อันนี้สำคัญ เพราะระบบต่าง ๆในรถยนต์ไฟฟ้า เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ติดล้อ หากระบบพัฒนาได้เรื่อย ๆ หรืออย่างน้อยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ตกยุค และถ้ายิ่งใช้งานได้จริง แบบที่ไม่ต้อง "ปิดทิ้ง"  ยิ่งคุ้มค่า สำหรับใน ZEEKR X Standard ยังนับว่าฉลาด ทันสมัย ฟังก์ชั่นไม่แพ้รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ในปัจจุบัน  ส่วนเมื่อใช้งานจริงแล้วจะดีหรือไม่นั้น เดี๋ยวเล่าให้ฟังครับ

 

 

 

 

สมรรถนะหลังทดลองขับ 8.5/10

การเลือก ZEEKR X Standard เพราะเรื่องราคาที่น่าสนใจในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 9 แสนบาท อาจมีหลายรุ่นน่าใช้กว่าหรือราคาต่ำกว่าได้ฟังก์ชั่นพอกัน แต่เมื่อลองดูเรื่องพละกำลังแล้ว กลับเป็นแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ยกสูง รุ่นเดียวในกลุ่ม ที่มี 335 แรงม้า และแรงบิด 373 นิวตันเมตร และขับหลังด้วย มันจะได้ฟิวคล้าย ๆ รถยุโรป ในราคาเอื้อมถึง และเทคโนโลยีก็ยังทันสมัย

 

อัตราเร่งน่าประทับใจ แรงสั่งได้ และท็อปสปีดสูงสุดตามสเปคนับว่าเพียงพอกับการ หนีรถสันดาปแรง ๆ ได้ไม่อายนัก ถือว่าเป็นรถราคาไม่แพงที่แรงพอ ๆ กับรถสปอร์ตหลักล้าน แต่.....ครับแต่... เดี๋ยวจะหาว่าอวยกันอีก!!!

 

เรื่องความแรงส่วนตัวชอบมาก ๆ คือ รถที่หลายคนฝันอยากจะให้ขับมันแรงสั่งได้ดั่งใจในราคาเบา ๆ ก็จริง แต่เรื่องช่วงล่างที่ Zeekr บอกว่าปรับมาแล้วนั้น ส่วนตัวยังรู้สึก "เฉย ๆ" ไม่ต่างจากเดิมก่อนปรับเท่าไหร่นัก เนื่องจากการลองขับมีบางจังหวะที่ต้องการเร่งแซงในความเร็วลอยลำไปแล้ว และเข้าโค้งบนทางด่วนในช่วงถนนโล่ง บางช่วงน่ากลัวเกินไปจนต้องถอนคันเร่งและแตะเบรกไปด้วยเบา ๆ เพราะช่วงล่างมีอาการ เด้ง ๆ นิด ๆ และเหวี่ยงพร้อมกับ "ส่าย เอว" ไปด้วย ทำให้ลดความมั่นใจในโค้งไป และระบบเบรกแม้จะให้มาใหญ่โตแล้ว แต่ก็ยังแอบดื้อ ๆ เท้า นั่นคือ หากเร่งมาเต็มที่และต้องเบรกแบบกดเต็มแรงนั้นยังใช้น้ำหนักมากและเหมือนจะแอบไหล ๆ นิด ๆ ทั้งที่สมรรถนะความแรงไหลลื่นเนียน ๆ แต่มาติดขัดตรงช่วงล่างที่นุ่มไปกับเบรกที่อาจยังเอาไม่อยู่นี่เอง ยังไม่เพียงพอต่อพลังกำลัง หรือการขับขี่ในสไตล์มัน ๆ ตามภาพลักษณ์พรีเมี่ยมสปอร์ตของ "Zeekr X" 

 

ด้วยขนาดตัวรถ ขนาดล้อและยางที่ลงตัวสุด ๆ แต่กลับเซ็ตช่วงล่างยังไม่ลงตัว นับเป็นสิ่งเดียวที่ยังต้องฝากถึง Zeekr Thailand ให้ปรับปรุงเร่งด่วน เพราะถ้าไปอยู่ในมือคนขับที่ยังไม่ "ชำนาญ" พอ ก็อาจเกิดอะไรที่ไม่ควรเกิดได้เลยครับ เพราะความแรงเป็นเหตุ และ รถมาในสไตล์พร้อมบวกตลอด (คือแรงติดเท้า) จึงอาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบขับแบบ "ซ่า ๆ" เท่าไหร่นัก เว้นแต่จะไปปรับเปลียนระบบช่วงล่างเองให้ตรงกับที่ต้องการ เหมือนเจ้าของรถหลายคนที่เปลี่ยนมาแล้ว กลายเป็นรถคนละคันไปเลย คือ ถ้าใครขับแบบ "ดุดัน" แนะนำให้เปลี่ยนเถอะครับ  แต่ถ้าขับธรรมดาไม่เน้นซิ่งนัก ผมว่ากำลังสบายเอาอยู่เลย 

 

เติมลมยางเพิ่มอาจช่วยได้? 

ผมได้ข้อมูลจากผู้ใช้จริง (น้องนาย Techhangout) แนะนำเพิ่มเติมว่า ลมยางตามสเปครถนั้น "อ่อนไป" เพราะยางติดรถชุดนี้ "แก้มยางนุ่ม" ผมจึงลองไปเติมลมเพิ่มจากเดิมตอนรับรถ 37 Psi เป็น 40 - 41 Psi ไปเลย หลังจากนั้นพอจับอาการได้ว่า ช่วงล่างตึงขึ้นจริง แต่ไม่มากมายนัก เมื่อลมยางเพิ่มจะช่วงแค่การโคลงตัวหรือส่ายไปมาด้านข้างซ้าย-ขวา (เหมือนส่ายเอว) ซึ่งอาการนี้ลดน้อยลงจริงครับ แต่ว่าอาการกระแทกจากถนนที่เป็นหลุมบ่อหรือคอสะพาน จะกระเทือนมากขึ้นมีความตึงตังกว่าเดิมเล็กน้อย ทำให้รู้สึกว่ารับแรงสั่นสะเทือนมากขึ้น ในความเร็วต่ำ ๆ ถึงกลางจึง กระเทือนมากเกินไป 

 

 

 

 

ถีงแม้ลองเติมลมให้แข็งขึ้น หวังว่าจะช่วงให้ช่วงล่างตึงมืออีกหน่อย แต่กลับไม่ส่งผลในส่วนการรับแรงสะเทือนในแนวขึ้น-ลงซักเท่าไหร่ เมื่อขึ้นลงคอสะพานตกหลุมบ่อฝาท่อ โดยเฉพาะในถนน ประดิษฐ์มนูธรรม เลียบด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ และ ถนนรามอินทราช่วง กม. 4 - มีนบุรีนี่แหละ "รู้เรื่อง" ยังมีอาการกระเด้งและยวบอยู่ ส่วนบนทางด่วนเข้าโค้งหรือเปลี่ยนช่องทางแบบ "ดุดัน" นั้น ก็ยังไม่มั่นใจเช่นเดิม แต่ในทางกลับกัน หากขับขี่ในความเร็วปกติ เหมาะสมทั่ว ๆ หรือเน้นใช้งานแบบไม่ดุดัน มีเร่งแซงบ้าง ผมว่ารับได้ครับ เมื่อหักลบกับระบบและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีให้กับราคาระดับนี้ ผมว่าก็ยังคุ้มค่าอยู่นะ โดยสรุปว่าใครรับได้ ขับไม่เร็วแบบดุดันนักขับเดิม ๆ จบเลย แต่ถ้าทนไม่ไหวอาจเริ่มจากเปลี่ยนยางรุ่นดี ๆ สักชุด หรือจะไปต่อด้วยโช้คอัพอีกก็น่าจะขับดีขึ้นเป็นคนละคันเลย

 

อัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้าเทียบกับความแรงนับว่าดี

แม้แบตเตอรี่จะมีจนาด 61 kW วิ่งได้ 450 กม. จามสเปค แต่ก็เพียงพอใช้การใช้งานในเมืองในทุก ๆ วัน ที่ไม่เกิน 380 กม.ต่อวัน!!! ความจริงใช้ 80 - 100 กม.ต่อวัน ก็สบาย ๆ  2 วัน ชาร์จทียังไหว โดยให้อัตรากินไฟเฉลี่ยขับแบบทั่วไปในเมืองรถติด ขึ้นทางด่วนเร่งแซงบ้าง ก็ราว 13- 14 kWh/100 km อยู่ในความประหยัด เมื่อเทียบกับขนาดตัว และกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าระดับนี้ และเมื่อลองเหยียบยาวความเร็วคงที่สูง ๆ มาก ๆ (ไม่บอกว่าเท่าไหร่) ก็กินไฟเพียง 15 - 16 kWh/100 km. เท่านั้น ตัวเลขระดับนี้ผมถือว่าประหยัดแล้ว สำหรับรถไฟฟ้าพลัง 300 กว่าม้า และบางครั้งขับเนียน ๆ ต่ำลงมาที่ 12 กว่า kWh/100 km ด้วยซ้ำ

 

 

 

การชาร์จไฟแบบ DC รองรับ 230 kW นับว่าแรงแบบระดับหัวแถวของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในระดับเดียวกันและหลาย ๆ รุ่นในไทย แต่สุดท้ายก็ขึ้นกับว่าคุณชาร์จกับหัวจ่ายอะไร แรงเท่าไหร่ ที่ไหน หากใช้งานปกติก็คงเป็นสถานีชาร์จตามปั้มต่าง ๆ ในที่นี้ผมใช้ EVstation Pluz ของ PTT นั่นแหละครับ ง่ายสุด ตู้ที่จ่ายแค่ 120 kW แต่ไม่เต็มจ่ายจริงแค่ 80 kW หรือบางครั้งมีรถข้าง ๆ มาแจมก็ลดลงเหลือ 50 กว่า ๆ แต่สุดท้ายก็ใช้เวลาสั้นมาก 20 นาทีก็ได้ไฟจาก 43% ถึง 74% ได้ไฟมา 31% ระยะเพิ่มอีก 159 กม. แค่นี้ก้น่าจะพอให้เดินทางต่อได้แล้วครับ

 

 

 

 

  

ความสะดวกสบาย 7/10

สิ่งอำนวยความสะดวกในการขับขี่ของคนขับเป็นสิ่งแรกที่ต้องลองใช้งาน ใน Zeekr X บอกเลยว่ายังต้องปรับตัวอีกหลายวันกว่าจะเข้าที่เข้าทาง ทั้งการปรับกระจกมองข้างที่ต้องกดปรับในจอกลาง ปรับทิศทางลมแอร์ก็ในจอ ระบบเบรกมือไฟฟ้าหรือ Auto Brake Hold ก็ในจอ เปิด-ปิดไฟหน้าในจอ ยังดีที่มีให้ปิดตอนจอดตากแอร์ในรถ ส่วนจอคนขับก็มีขนาดเล็กไปหน่อย และปรับอะไรไม่ได้มาก ซึ่งอาจจะออกแบบมาให้มองลอดผ่านพวงมาลัยได้พอหรือเปล่า?

 

 

 

ลูกเล่นบนจอกลางนั้นไหลลื่นไม่มีหน่วงด้วย Qualcomm Snapdragon 8155 ในปัจจุบันนับว่าก็ยังฉลาดอยู่ แต่ก็มีบางฟังก์ชั่นยังงง ๆ อยู่ เช่น เนวิเกเตอร์นำทางที่ค้นหาอะไรไม่เจอสักอย่าง อาจต้องใส่ชื่อเป็นทางการหน่อยถึงจะเจอ แต่สุดท้ายใช้ อากู๋ง่ายกว่า และเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วย สรุปว่าในส่วนของจอกลางนั้น ต้องนั่งเล่นจนคล่องและเข้าใจก่อนจะขับ เพราะขับไปปรับไปหาเมนูไป ระบบเตือนคนขับไม่มีสมาธิก็จะดังตลอด และถ้าจะปิด ก็ต้องเข้าไปหาในจออยู่ดีครับ ดังนั้นใครซื้อ Zeekr X ไปแล้ว ยอมเสียเวลาคลุกคลีกับหน้าจอนั่งเล่นฟังก์ชั่นต่าง ๆ ให้ชำนาญก่อนขับจะดีกว่าครับ 

  

เบาะคนขับแรก ๆ นั่งสบายสไตล์บักเก็ตซีต แต่นั่งนาน ๆ เริ่มเมื่อ ต้องขยับตัวเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ แต่ขับเร็วแล้วอย่างน้อยก็โอบกระชับรับสัดส่วนได้ดี มีเป่าลมเย็นคู่หน้าช่วยคลายร้อนได้อีกด้วย เบาะหลังกว้างกว่าที่เห็น และนั่งสบายกว่าเบาะคู่หน้าอีก และสิ่งที่ชอบอันดับต้นในห้องโดยสารคือ สายเข็มขัดสีแดง แรงทุกโค้ง บอกแล้วว่าเค้าเน้นเป็นสปอร์ตพรี่เมี่ยม! 

  

ระบบเครื่องเสียง YAMAHA ใว้ใจได้ สำหรับผม เพียงพอแล้วในการฟังเพลง ได้ทั้ง แหลม กลาง และทุ้มของเบสที่ลึก ๆ ไม่กระแทกหนักจนมึนหู และแยกมิติซ้ายขวาได้ชัดเจนจริง ๆ และยังฟังได้เสียงที่ดีในทุกตำแหน่งที่นั่ง น่าพอใจและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดลำโพงให้เสียประวัติรื้อแผงประตูด้วย ส่วนใครหูทองจริง ๆ ก็อาจหา ซับวูฟเฟอร์ หรือ ทวิทเตอร์เสียงแหลมเพิ่มอีกก็น่าจะพอแล้ว 

 

 

 

 

 

  

ระบบความปลอดภัย ADAS เต็มระบบ 9 /10 

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS มีให้เต็มระบบ ที่โดดเด่นคือ ระบบควบคุมความเร็วแปรผัน ที่มาพร้อมระบบช่วยเปลี่ยนช่องทาง หรือแซงให้อัตโนมัติ ที่นับว่าทำงานได้ไม่น่ากลัว เหมือนรถบางรุ่น ที่เมื่อตรวจจับเลนที่จะแซงว่าก็เปลี่ยนออก ทั้งที่รถที่วิ่งมาในเลนนั้น อยู่ไกลจริงแต่ขับเร็วมาก อาจโดดทิ่มก้นได้ นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ระบบเตือนและเบรกอัตโนมัติ กล้องรอบคันชัดแจ๋ว 

 

 

 

Zeekr X Standard น่าจจะเน้นการใช้งานระบบ ความปลอดภัยและสมรรถนะ ที่คุ้มกับราคา 899,000 บาท ใช้งานในชีวิตประจำวันที่ไม่ขับโหด ๆ ดุดันบ่อย ๆ และยังเป็นรถรุ่นที่มองดูแล้วให้ความหรูหราในตัวเอง วัสดุภายในทำได้ดี สามารถผสานความสปอร์ตหรูได้ลงตัว และคุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ณ ตอนนี้  

 

นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวในการทดลองใช้งาน อาจมีแตกต่างกันและไม่ต้องเชื่อผม ควรไปทดลองจับ สัมผัสและขับด้วยเองก่อนว่าในราคานี้คุ้มหรือไม่ ตอบโจทย์การใช้งานของแค่ไหน ส่วนไหนรับได้หรือไม่ได้อย่าง ซื้อไปใช้งานลักษณะใด ก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ เพราะว่าคุณต้องรับและเข้าใจว่า รถยนต์ไฟฟ้า อาจเป็นรองทั้งเรื่องบริการหลังขาย ราคาขายต่อ ความเสื่อมสภาพของระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่

ปล. ZEEKR มีรับประกันระบบมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กม.  และรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดถึงก่อน)  

 

บทความ: สินธนุ จำปีศรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

Toyota Yaris ATIV HEV ไม่คาดหวัง แต่เกินคาด พลังไฮบริดแรงและประหยัด 30 กม. ลิตร มีให้เห็น

22 กรกฏาคม 2569

ISUZU VehiCross หมัดเด็ด SUV ยุค 1997 ผลิตไม่ถึง 6,000 คัน

20 กรกฏาคม 2569

บทสัมภาษณ์ ทีมพัฒนา Mitsubishi PAJARO

19 กรกฏาคม 2569

ลองขับ Nissan Kicks SV ใหม่ จากใจลูกค้า GEN 2

14 กรกฏาคม 2569

รวมรถกระบะครอบครัว + ประกอบกิจการ (ทำกิน) ราคาไม่เกิน 900,000 บาท ปี 2026

8 กรกฏาคม 2569

เปิดประวัติ MITSUBISHI PAJERO เอสยูวีสายลุยระดับตำนาน

6 กรกฏาคม 2569

ลองขับ MG URBAN ตัวท็อป ออปชั่นครบ 709,900 บาท นาทีนี้คุ้มไหม?

29 มิถุนายน 2569

เติมน้ำมัน 1 ลิตร เสียค่าอะไรไปบ้าง? พาส่องโครงสร้างราคาน้ำมันประเทศไทย

19 มิถุนายน 2569

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ