เรื่องเก่า ๆ เกี่ยวกับการขับรถลุยน้ำ ทั้งท่วมขังไปจนถึงท่วมสูงที่ผู้ใช้รถต้องรู้ เชื่อว่าผลายคนทราบกันแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจว่า การลุยน้ำแรง ๆ นั้น ไม่ได้ช่วยให้รถคุณรอดเสมอไป แม้ว่าคุณจะขับรถยกสูงก็อาจเกิดความเสียหายได้เหมือนกัน และบ้างครั้งอาจไปทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ เช่น ขับผ่านพื้นที่ชุมชน คลื่นน้ำอาจจะเข้าบ้านเรือนหรือทำให้รถคันอื่นเกิดอันตรายได้

1. ลุยน้ำท่วมยังไง... ให้รอดถึงบ้าน?
ก่อนจะขับฝ่าลงไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "ตั้งสติและประเมินสถานการณ์" ครับ ถ้าเห็นท่าไม่ดี น้ำลึกเกินครึ่งล้อรถเก๋ง แนะนำให้หาทางเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ให้ลองดูวิธีดังนี้ :
- ปิดแอร์ทันที! : ย้ำเลยนะครับว่า ต้องปิด เพราะถ้าเปิดไว้ ใบพัดลมหม้อน้ำจะพัดเอาน้ำกระจายเข้าเต็มห้องเครื่อง หรือโชคร้ายใบพัดอาจจะตีกับน้ำจนหัก คราวนี้ละเรื่องใหญ่
- ใช้เกียร์ต่ำ ค่อย ๆ ไป : ขับให้ช้ามากเท่าที่จะทำได้!.....รถเกียร์ออโต้สับไปที่ L หรือ D2 ส่วนเกียร์ธรรมดายัดเกียร์ 1 หรือ 2 ไว้เลยครับ รักษาความเร็วให้คงที่ อย่าเหยียบคันเร่งกระชากเด็ดขาด
- เลี้ยงรอบเครื่องไว้หน่อย : เพื่อให้แรงดันจากท่อไอเสียช่วยดันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับเข้ามาในระบบเครื่องยนต์
- เว้นระยะห่างคันหน้าให้มากกว่าเดิม : เพราะเวลาลุยน้ำ ประสิทธิภาพของเบรกจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมต้องระวังคลื่นน้ำจากรถคันใหญ่ที่ขับสวนมาด้วยนะครับ
2. รอดมาได้แล้ว... หลังลุยน้ำต้องทำยังไงต่อ?
หลังจากขับพ้นวิกฤตน้ำท่วมสิ่งที่ต้องทำทันทีมีอยู่ 3 ข้อหลัก ๆ :
- ย้ำเบรกไล่น้ำ : ขับช้า ๆ แล้วเหยียบเบรกย้ำ ๆ เป็นระยะ เพื่อไล่ความชื้นออกจากจานเบรกและผ้าเบรก ให้ระบบเบรคกลับมาจับตัวได้ดีเหมือนเดิม
- อย่าเพิ่งดับเครื่อง : ถึงจุดหมายแล้ว อย่าเพิ่งใจร้อนรีบดับเครื่องยนต์ทันทีครับ ให้สตาร์ทรถทิ้งไว้สัก 10–15 นาที เปิดพัดลมแอร์แรง ๆ หน่อย เพื่อให้ความร้อนในห้องเครื่องช่วยเป่าไล่ความชื้นที่เกาะอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ
- เช็กพรมในรถ : ลองก้มดูและเอามือคลำพรมพื้นรถดูหน่อยครับว่ามีน้ำซึมเข้ามาไหม ถ้ามีต้องรีบหาผ้ามาซับแล้วเปิดประตูผึ่งแดดด่วน ไม่งั้นกลิ่นอับและเชื้อราถามหาแน่นอน
3. ฝันร้ายคนมีรถ... ถ้าต้อง "จอดแช่น้ำ" จะกู้ชีพยังไง?
กรณีที่หนีไม่ทันจริง ๆ จนรถต้องจอดแช่น้ำ (โดยเฉพาะถ้าน้ำท่วมสูงเกินครึ่งล้อขึ้นไปจนถึงห้องเครื่อง) ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ "ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด!!"
- ถอดขั้นแบตฯ : ถ้าประเมินแล้วว่าน้ำมาแน่ และยังพอเปิดฝากระโปรงรถได้ ให้รีบถอดขั้วลบของแบตเตอรี่ออกทันที เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้ารวมถึงกล่อง ECU ลัดวงจร
- เช็กของเหลวหลังน้ำลด : พอน้ำแห้งแล้ว ให้ชักก้านวัดน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์มาดู ถ้าสีมันเปลี่ยนไปเป็นสีขุ่น ๆ คล้าย "ชานม" แสดงว่าน้ำเข้าเครื่องแล้วครับ ห้ามบิดกุญแจสตาร์ทเด็ดขาด!
- พึ่งรถสไลด์เท่านั้น : ทางออกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดคือ โทรเรียกเบอร์รถยกหรือรถสไลด์ ให้มายกรถไปเข้าศูนย์บริการหรืออู่ที่ไว้ใจได้ เพื่อให้ช่างรื้อเช็กระบบไฟ กล่องสมองกล และถ่ายของเหลวทั้งหมดใหม่ก่อนจะเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้งครับ
เรื่องน้ำท่วมกับรถยนต์เป็นของแสลงกันครับ รู้ทริคติดตัวไว้จะได้ไม่ตกใจและช่วยเซฟเงินในกระเป๋าจากค่าซ่อมหลักแสนได้แน่นอน

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษเมื่อเจอน้ำท่วม?
รถยนต์ EV ส่วนมากมีมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนที่สูงมาก (ส่วนใหญ่ระดับ IP67 หรือ IP68 ลุยน้ำลึก 30-40 ซม. ได้สบาย ๆ) แต่! รถยนต์ไม่ใช่เรือครับ ไฟฟ้ากับน้ำยังไงก็ต้องตื่นตัวไว้ก่อน
1. ตอนขับลุยน้ำ: "ช้าแต่ชัวร์" และต้องระวัง "คลื่น"
แม้ว่ารถ EV จะไม่มีท่อไอเสียให้ต้องกลัวน้ำย้อนเข้าเครื่อง หรือไม่มีกรองอากาศคอยดูดน้ำเข้าห้องเผาไหม้แบบรถน้ำมัน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ระบบอิเล็กทรอนิกส์รอบคัน
- ใช้ความเร็วต่ำและสม่ำเสมอ: ค่อย ๆ คลานไปครับ การขับเร็วเกินไปจะทำให้เกิด "คลื่นน้ำ" ดันขึ้นมาปะทะหน้ารถ ซึ่งอาจทะลักเข้าสู่ห้องโดยสาร หรือดันขึ้นไปโดนปลั๊กไฟและเซนเซอร์ต่าง ๆ ในห้องเครื่องด้านหน้า
- เปิดโหมด Eco หรือเปิดระบบ Re-gen สูง ๆ (ถ้าทำได้): เพื่อควบคุมให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่นิ่งและหน่วงความเร็วได้ง่ายโดยไม่ต้องเหยียบเบรกบ่อย ๆ
- สังเกตหน้าจอเตือน: รถ EV มีเซนเซอร์อัจฉริยะเยอะมาก ถ้าระบบตรวจเจอความชื้นหรือความผิดปกติในจุดสุ่มเสี่ยง หน้าจอจะแจ้งเตือนทันที ถ้าเห็นสัญลักษณ์เตือนสีเหลืองหรือแดง ให้รีบหาที่จอดในที่แห้งและปลอดภัยทันทีครับ
2. หลังลุยน้ำ: "ห้ามชาร์จไฟทันที" !
- จอดพักและตรวจเช็กพอร์ตชาร์จ: หลังจากลุยน้ำขังมา ความชื้นหรือละอองน้ำอาจกระเด็นเข้าไปสะสมอยู่บริเวณฝาเปิด-ปิด หรือรอบ ๆ พอร์ตชาร์จไฟ ให้เปิดดูและใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาด
- งดชาร์จไฟอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง: ปล่อยให้ลมเป่าหรือความชื้นระเหยออกไปให้หมดก่อน เพื่อป้องกันระบบตัดไฟอัตโนมัติทำงาน (หรือแจ็กพอตอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรช็อตคามือ)
- สังเกตระบบเบรก: รถ EV ส่วนใหญ่ใช้ระบบ Regenerative Braking (ชะลอรถด้วยมอเตอร์) ทำให้เราเหยียบเบรกจริง ๆ น้อยลง แต่หลังลุยน้ำ คุณต้องหาจังหวะถนนโล่ง ๆ เหยียบเบรกจริง (Mechanical Brake) ย้ำ ๆ สักรอบสองรอบ เพื่อไล่น้ำออกจากจานเบรกและผ้าเบรกด้วยครับ
3. ถ้าต้อง "จอดแช่น้ำ"ห้ามเปิดระบบรถหรือห้ามกดปุ่ม Start!
- ห้ามกดปุ่ม Start / ห้ามเปิดระบบไฟ: ระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage) มีระบบความปลอดภัยตัดการทำงานก็จริง แต่ระบบไฟ 12V (แบตเตอรี่ลูกเล็ก) ที่ควบคุมกล่องสมองกลและหน้าจอต่าง ๆ อาจช็อตเสียหายได้
- รีบติดต่อประกันภัยและรถยก: ถ่ายรูปบันทึกระดับน้ำไว้เป็นหลักฐาน พอน้ำลดปุ๊บ ให้เรียก รถสไลด์แบบยกสี่ล้อ เท่านั้น ลากเข้าศูนย์บริการอย่างเดียวเลยครับ ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญใช้เครื่องมือเฉพาะทางเช็กค่าความฉนวนของระบบไฟ (Insulation Resistance) ก่อนจะเปิดระบบรถอีกครั้ง
สรุปง่าย ๆ คือ รถ EV ลุยน้ำได้ดีกว่าที่หลายคนคิด แต่ถ้าท่วมสูงเกินขีดจำกัดและแช่น้ำนาน ๆ ค่าซ่อมระบบไฟก็สยองไม่แพ้รถน้ำมันครับ เพลย์เซฟไว้ก่อนดีที่สุดครับ
การลุยน้ำขับช้า ๆ ใช้เกียร์ต่ำ ๆ หลีกเลี่ยงได้ยิ่งดี ประเมินสถานการณ์ก่อนจะขับผ่านน้ำ และขับช้า ๆ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วยครับ