Mazda Motor Corporation ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกเริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2026 บริษัทมียอดขายสุทธิ 1,285,706 ล้านเยน (ประมาณ 282,855 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรจากการดำเนินงาน กลับมาเป็นบวกที่ 32,836 ล้านเยน (ประมาณ 7,224 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยขาดทุน 46,115 ล้านเยนในปีก่อน และมีกำไรสามัญ (Ordinary Income) 42,843 ล้านเยน (ประมาณ 9,425 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยขาดทุน 34,255 ล้านเยน
สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ พลิกกลับมาทำกำไรที่ 29,630 ล้านเยน (ประมาณ 6,519 ล้านบาท) จากเดิมที่ขาดทุน 42,104 ล้านเยน (ประมาณ 8,800 ล้านบาท) และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม (Comprehensive Income) 31,752 ล้านเยน (ประมาณ 6,985 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยขาดทุน 53,033 ล้านเยน (ประมาณ 11,000 ล้านบาท)
กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 46.97 เยนต่อหุ้น (ประมาณ 10.33 บาทต่อหุ้น) จากเดิมที่ขาดทุน 66.79 เยนต่อหุ้น และมีกำไรต่อหุ้นปรับลด (Diluted Earnings Per Share) อยู่ที่ 46.95 เยนต่อหุ้น (ประมาณ 10.33 บาทต่อหุ้น)
ผลการดำเนินงานโดยรวมปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยมีผลจากปริมาณการขายส่งที่เพิ่มขึ้น การปรับสัดส่วนรุ่นรถให้เหมาะสมมากขึ้น และผลกระทบจากภาษีศุลกากรที่ลดลง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นบวก
ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จากผลกระทบของเงินเฟ้อและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งผลกระทบบางส่วนได้รับการชดเชยจากความพยายามลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้าน การโฆษณาและระบบรักษาความปลอดภัยทางไอที แต่สามารถชดเชยได้โดยการลดค่าใช้จ่าย Fixed Cost


ปริมาณการผลิตรวม อยู่ที่ 296,000 คัน เพิ่มขึ้น 20,000 คัน หรือคิดเป็น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายรวมทั่วโลก อยู่ที่ 304,000 คัน เพิ่มขึ้น 4,000 คัน หรือคิดเป็น 1% โดยมีรายละเอียดแบ่งตามตลาดดังนี้
-
ตลาดญี่ปุ่นมียอดขาย 33,000 คัน เพิ่มขึ้น 1,000 คัน (+3%)
-
ตลาดอเมริกาเหนือมียอดขาย 154,000 คัน เพิ่มขึ้น 7,000 คัน (+5%)
-
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามียอดขาย 107,000 คัน เพิ่มขึ้น 7,000 คัน (+7%)
-
-
ตลาดยุโรปมียอดขาย 43,000 คัน เพิ่มขึ้น 5,000 คัน (+12%)
-
ตลาดจีนมียอดขายทรงตัวอยู่ที่ 18,000 คัน (+1%)
-
ตลาดอื่น ๆ มียอดขายรวม 56,000 คัน ลดลง 9,000 คัน (-14%)
-
โดยเฉพาะในออสเตรเลียมียอดขาย 19,000 คัน ลดลง 5,000 คัน (-22%)
-

การคาดการณ์สำหรับทั้งปีงบประมาณ 2027 ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยบริษัทยังคงอยู่ในทิศทางที่จะบรรลุเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงาน ตลอดทั้งปีที่ 150,000 ล้านเยน (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) โดยปัจจัยขับเคลื่อนยอดขายตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป คือการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ได้แก่ All-New Mazda CX-5, Mazda6e และ Mazda CX-6e โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายผลประกอบการตลอดทั้งปีผ่านการเติบโตของยอดขายและการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต้นทุน

Mazda ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยกลยุทธ์ Multi-Solution, แนวคิดการบริหารสินทรัพย์แบบ Lean-Asset, การสร้างพันธมิตร และการบริหารมูลค่าแบรนด์ โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีอยู่ ทั้งเครือข่ายการขาย ฐานธุรกิจทั่วโลก และความร่วมมือกับพันธมิตร สำหรับปีงบประมาณนี้ บริษัทมุ่งขยายยอดขายของ New Mazda CX-5 และผลิตภัณฑ์ที่ร่วมพัฒนากับพันธมิตร เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดพัฒนาร่วม ควบคู่ไปกับการเร่งปฏิรูปโครงสร้างต้นทุน และเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นถัดไปอย่าง Next-generation CX-3
สำหรับตลาด ASEAN ในด้านการทำตลาดได้มีการเปิดตัว Mazda6e ในประเทศไทยแล้ว และมีแผนจะเปิดตัวในสิงคโปร์และอินโดนีเซียภายในปีงบประมาณนี้ ขณะเดียวกันได้เริ่มการประกอบรถยนต์รุ่น CX-30 ในประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนกรกฎาคม พร้อมขยายไลน์อัพด้วย New CX-5 และ Mazda6e รวมถึงพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและการบุคลากร นอกจากนี้บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งให้โรงงาน AAT ในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์สำหรับ Next-generation CX-3 โดยจะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอาเซียน ญี่ปุ่น และตลาดอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป


ที่มา: Mazda