อากาศยานขับไล่แบบ F-16 Fighting Falcon และ JAS 39 Gripen ได้รับการพัฒนาภายใต้บริบททางยุทธศาสตร์ ปรัชญาการรบ และฐานอุตสาหกรรมทางทหารที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ F-16 เป็นผลผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานของ NATO และแนวคิดการปฏิบัติการทางอากาศแบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ ขณะที่ Gripen เป็นอากาศยานขับไล่จากสวีเดน ซึ่งถูกออกแบบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับแนวคิดการรบแบบเครือข่ายข้อมูล (network-centric warfare) และการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าสู่ระบบเดียว
แม้จะมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างดังกล่าว จุดร่วมที่สำคัญคือ ทั้งสองแบบได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ Tactical Data Link ได้ หากมีการจัดการด้านสถาปัตยกรรมระบบสื่อสารและมาตรฐานข้อมูลอย่างเหมาะสม
ระบบ Link-16 ซึ่งถือเป็น Tactical Data Link มาตรฐานของ NATO ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายข้อมูลดิจิทัลแบบเรียลไทม์สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี อาทิ ตำแหน่งอากาศยานฝ่ายเดียวกัน การจำแนกมิตรหรือศัตรู ข้อมูลเป้าหมาย ภาพสถานการณ์การรบโดยรวม และคำสั่งจากระบบควบคุมและสั่งการ (Command and Control: C2) ระบบนี้ใช้หลักการส่งข้อมูลแบบ Time Division Multiple Access (TDMA) ซึ่งช่วยให้หน่วยปฏิบัติการหลายหน่วยสามารถส่งข้อมูลภายในเครือข่ายเดียวกันได้โดยไม่เกิดการรบกวนซึ่งกันและกัน
Gripen ถูกออกแบบให้รองรับ Link-16 เป็นองค์ประกอบหลักตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการพัฒนา ขณะที่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย โดยเฉพาะอากาศยานที่ผ่านโครงการปรับปรุง Mid-Life Update (MLU) รวมถึงการอัปเกรดระบบในระยะหลัง ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์รับ-ส่ง Link-16 (terminal) ตามมาตรฐานเดียวกับที่ใช้งานในกองทัพอากาศของประเทศสมาชิก NATO ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ในเชิงเทคนิค อากาศยานทั้งสองแบบสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลบนมาตรฐานเดียวกันได้ หรือกล่าวได้ว่า “ใช้ภาษาเดียวกัน” ภายในเครือข่ายการรบ
F-16 ของกองทัพอากาศไทยได้รับการอัปเกรดระบบคอมพิวเตอร์ภารกิจ (Mission Computer) ระบบแสดงผลในห้องนักบิน และซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูลการรบ เพื่อให้สามารถรับข้อมูลจาก Link-16 แล้วนำไปผสานเข้ากับข้อมูลจากเรดาร์ เซนเซอร์ และระบบอาวุธของอากาศยานได้อย่างเป็นระบบ ผลที่ตามมาคือ นักบิน F-16 ไม่เพียงรับรู้ข้อมูลจาก Gripen ในลักษณะการแสดงตำแหน่งเท่านั้น แต่สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี การเลือกเป้าหมาย และการใช้อาวุธได้จริงในสถานการณ์การรบ
ในทางกลับกัน Gripen มีความโดดเด่นด้านระบบ Data Fusion ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งหลักของแบบอากาศยานนี้ Gripen สามารถรับข้อมูลจาก F-16 ผ่าน Link-16 แล้วนำไปผสานรวมกับข้อมูลจากเรดาร์ประจำเครื่อง PS-05/A ข้อมูลจากเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า เช่น Saab 340 AEW ของกองทัพอากาศไทย รวมถึงข้อมูลจากหน่วยภาคพื้นดิน การผสานข้อมูลดังกล่าวทำให้ Gripen สามารถสร้างภาพสถานการณ์การรบรวม ที่สอดคล้องกับภาพที่ F-16 และหน่วยอื่นๆ ในเครือข่ายรับรู้
กองทัพอากาศไทยไม่ได้เชื่อมโยง F-16 และ Gripen ในลักษณะเครื่องต่อเครื่องเท่านั้น หากแต่บูรณาการทั้งสองแบบเข้ากับระบบควบคุมและสั่งการภาคพื้นและอากาศ อาทิ ศูนย์ควบคุมการบิน เครื่องบิน AEW และระบบป้องกันภัยทางอากาศ ข้อมูลจาก Gripen สามารถถูกส่งผ่านศูนย์ควบคุมแล้วกระจายต่อไปยัง F-16
Link-T ซึ่งเป็น Tactical Data Link เฉพาะของสวีเดนที่ Gripen ใช้สำหรับการสื่อสารภายในฝูง Gripen ด้วยกันนั้น F-16 ไม่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการร่วม เนื่องจาก Gripen สามารถทำหน้าที่เป็น gateway ในการแปลงข้อมูลที่จำเป็นจาก Link-T ไปสู่รูปแบบ Link-16 เพื่อถ่ายทอดให้ F-16 เข้าใจได้
ประการสุดท้ายที่จะทำให้เครื่องบินทั้งสองสัญชาตินี้ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์นั่นก็คือ นักบินไทย โดยกองทัพอากาศไทยมีการฝึกการปฏิบัติการร่วมระหว่าง F-16 และ Gripen อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภารกิจป้องกันทางอากาศและภารกิจโจมตี นักบินได้รับการฝึกให้เข้าใจแนวคิดการแยกบทบาทระหว่างผู้ตรวจจับและผู้ใช้อาวุธ โดย Gripen อาจทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มตรวจจับและชี้เป้า ขณะที่ F-16 ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มยิงอาวุธ หรือสลับบทบาทกันตามสถานการณ์





ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Link_16
https://defencesecurityasia.com/en/thailand-gripen-ef-fighter-procurement
https://aagth1.blogspot.com/2018/12/link-t.html
https://www.saab.com/markets/canada/gripen-for-canada/interoperability