Lamborghini Temerario เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 23,760,000 บาท
Temerario เป็นรุ่นที่สองในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดสมรรถนะสูง (High Performance Electrified Vehicle – HPEV) ของ Lamborghini ต่อจากรุ่น Revuelto และยังเป็นการปิดฉากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริดของรถ Lamborghini ทุกรุ่นอย่างสมบูรณ์ หลังจากการเปิดตัวของ Urus SE ไฮไลท์ของ Temerario คือขุมพลังใหม่ล่าสุด โดยขุมพลังใหม่ล่าสุดนี้รวมเอาเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบที่พัฒนาใหม่ทั้งหมด เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า (CV) โดยเครื่องยนต์ V8 นี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งหมดที่ซานตากาตา โบโลเญเซ และยังเป็นเครื่องยนต์ซูเปอร์สปอร์ตเพียงหนึ่งเดียวในสายการผลิตที่สามารถทำรอบได้ถึง 10,000 รอบ/นาที และตัวเลขสมรรถนะที่น่าทึ่ง ได้แก่ ความเร็วสูงสุดเกิน 340 กม./ชม. (210+ ไมล์/ชม.) และเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเพียง 2.7 วินาที
Temerario ใช้โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ พัฒนาโดยใช้แนวคิด “Multi-Technology Aluminum Spaceframe” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ รองรับแรงบิดและโหลดสูง ที่เกิดจากระบบขับเคลื่อนไฮบริดรุ่นใหม่ เฟรมของตัวรถผลิตจากอะลูมิเนียมทั้งหมด โดยมีการนำวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยความแข็งแรงสูงมาใช้กับชิ้นส่วนที่ผลิต เมื่อเทียบกับ Huracán ระบบขับเคลื่อนไฮบริดของ Temerario ใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยลงกว่า 50% และลดรอยเชื่อมลงได้มากกว่า 80% ส่งผลให้โครงสร้างตัวถังแข็งแรงขึ้น โดยมีความทนทานต่อแรงบิดเพิ่มขึ้น 20%
รายละเอียดไฮไลต์ของระบบขับเคลื่อน Temerario:
-
เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ความจุ 4.0 ลิตร พัฒนาใหม่หมด ให้แรงม้าที่ 200 แรงม้า (CV) ต่อลิตร
-
ทำงานร่วมกับ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial Flow ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำมัน อยู่ในตำแหน่ง P1 (ระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์)
-
มอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัว ติดตั้งที่เพลาหน้า ช่วยเพิ่มแรงบิดและควบคุมแรงขับแบบแปรผัน
-
กำลังรวมของระบบขับเคลื่อนอยู่ที่ 920 แรงม้า (CV)
- กำลังสูงสุด 800 แรงม้า (CV) ที่รอบ 9,000 - 9,750 รอบ/นาที
-
แรงบิดสูงสุด 730 นิวตันเมตร ที่รอบ 4,000 - 7,000 รอบ/นาที
-
รอบสูงสุด 10,000 รอบ/นาที
-
เทอร์โบคู่แบบ “Hot V8” วางอยู่ในตัว V ของเครื่องยนต์ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการระบายความร้อนและลดพื้นที่
-
แรงบูสต์สูงสุดของเทอร์โบอยู่ที่ 2.5 bar ควบคุมด้วยวาล์วไฟฟ้าและเซนเซอร์วัดความเร็วล้อ
-
กล่องกรองอากาศดีไซน์ใหม่แบบ ตลับท่อทรงกระบอก ขนาดกะทัดรัด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-plane 180 องศา (เหมือนรถแข่ง) ให้จังหวะการจุดระเบิดที่สม่ำเสมอ ให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์และไหลเวียนไอดีที่ดีกว่าแบบ Cross-plane
-
ก้านสูบทำจาก ไทเทเนียม ลดมวลหมุน เพิ่มความแข็งแรงและเบาเป็นพิเศษ
-
บล็อกเครื่องยนต์ทำจากวัสดุพิเศษ A357+Cu เหมือนที่ใช้ในสนามแข่ง
-
กลไกเปิด-ปิดวาล์วแบบ Finger Follower เคลือบ DLC (Diamond-Like Carbon) รองรับรอบสูงสุด 11,000 รอบ/นาที
-
ระบบระบายความร้อนใช้ 3D Printing สร้างช่องระบายความร้อนในฝาสูบเพื่อให้เย็นสม่ำเสมอและทนแรงกระแทกจากการระเบิด (Knock Resistance)
-
ระบบฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง 350 บาร์ ช่วยให้น้ำมันกระจายละอองละเอียด เผาไหม้ได้รวดเร็วและสะอาด
-
ปั๊มน้ำและน้ำมันเรียงตัวในฝั่งเดียว เพื่อให้เครื่องยนต์บางและวางได้ต่ำ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ เพิ่มการทรงตัว
-
ถังน้ำมันเครื่องฝังในเครื่องยนต์ ใช้ระบบ Dry Sump แบบ 5 สเตจ ช่วยลดความสูงของเครื่องยนต์
-
ระบบระบายความร้อนออกแบบใหม่ทั้งระบบ เพื่อรักษาอุณหภูมิให้สมดุลตลอดเวลา
มอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละตัวให้กำลัง 110 กิโลวัตต์ (150 PS) โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial Flow ระบายความร้อนด้วยน้ำมัน 2 ตัว ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้าเมื่อจำเป็น เพื่อให้ได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (All-Wheel Drive) โดยให้กำลังรวมสูงสุดถึง 220 กิโลวัตต์ (300 PS) และแรงบิดสูงสุด 2,150 นิวตันเมตร เพลาหน้าไฟฟ้าหนักเพียง 73 กิโลกรัม และน้ำหนักของมอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละตัวเพียง 15.5 กิโลกรัม ตัวรถติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไว้ภายในตัวเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบโดยตรง โดยไม่ใช้คลัตช์เชื่อมต่อ ซึ่งช่วยชดเชยTurbo Lag ชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าทั้งหมดถูกวางไว้อย่างกระทัดรัดระหว่าง เครื่องยนต์สันดาป และ เกียร์ดูอัลคลัตช์ มอเตอร์ไฟฟ้านี้ยังทำหน้าที่เป็นทั้ง มอเตอร์สตาร์ท และ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ 3 เฟส อีกด้วย
Lamborghini Temerario มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสมรรถนะสูงที่ให้ กำลังเฉพาะสูงถึง 4,500 วัตต์/กิโลกรัม โดยติดตั้งไว้ใน ช่วงกลางของตัวถัง (central tunnel) เพื่อรักษาจุดศูนย์ถ่วงของรถให้ต่ำที่สุดและกระจายน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม ตัวแบตเตอรี่ได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างชั้นล่าง และเชื่อมต่อกับ มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า, มอเตอร์ไฟฟ้าหลัง, และ หน่วยชาร์จในตัวรถแบตเตอรี่มีขนาด ยาว 1,550 มม. / สูง 301 มม. / กว้าง 240 มม. และใช้เซลล์แบบ pouch cells โดยมีความจุรวม 3.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เมื่อพลังงานหมด สามารถชาร์จไฟกลับได้ทั้งจาก ไฟบ้านทั่วไป หรือ แท่นชาร์จ ได้สูงสุด 7 กิโลวัตต์ โดยใช้เวลาชาร์จจนเต็มเพียง 30 นาที นอกจากนี้ยังมีระบบเบรกแบบ regenerative braking ที่ล้อหน้า หรือจาก เครื่องยนต์ V8 โดยตรง
Lamborghini Temerario มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Dual-Clutch 8 จังหวะแบบใหม่ ซึ่งติดตั้งในแนวขวาง (transversal) บริเวณด้านหลังเครื่องยนต์ โดยเกียร์ชุดใหม่นี้ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดให้มีขนาดกะทัดรัด เพื่อประหยัดพื้นที่และลดน้ำหนักในการติดตั้ง ชุดเกียร์ใหม่นี้ไม่ได้ใช้รูปแบบ DCT ทั่วไป โดยมีการใช้เพลาทรงกลวง (hollow shaft) เพิ่มขึ้น เพื่อให้ซิงโครไนเซอร์สามารถรองรับแรงบิดจากหลายเส้นทางของเกียร์ได้ภายในชุดเดียว โดยไม่มีชิ้นส่วนไฟฟ้าเพิ่มเติม ส่งผลให้ DCT ชุดใหม่นี้ มีน้ำหนักเบากว่าเกียร์ DCT 7 จังหวะของ Huracán และยัง เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เกียร์ใหม่นี้มีขนาด ยาว 560 มม. /กว้าง 750 มม. /สูงเพียง 580 มม.
ตัวรถมีเส้นสายที่ชัดเจน สัดส่วนตัวถังที่สั้นและกระชับ และ ดีไซน์ด้านหน้าทรงปลาฉลาม ไฟเดย์ไลท์ทรงหกเหลี่ยมแบบใหม่ กลายเป็นดีไซน์อันโดดเด่นของรุ่นนี้ ทรงหกเหลี่ยมยังถูกนำมาใช้เป็นธีมหลักในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตัวถังหลัก, ช่องรับอากาศด้านข้าง, ไฟท้าย และปลายท่อไอเสีย หลังคามีการลาดเอียงไปด้านหลัง ช่วยกำหนดทิศทางลมให้พุ่งเข้าสู่ปีกหลัง (Rear Wing) อย่างแม่นยำ เหนือซุ้มล้อหลัง ยังมีช่องรับอากาศ แทรกไว้หลังห้องโดยสาร ช่องนี้มีหน้าที่ส่งลมไปยัง เครื่องยนต์, หม้อน้ำ และเทอร์โบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในห้องโดยสารตกแต่งวัสดุคุณภาพสูง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์, หนังแท้, และ ผ้าหนังกลับ Corsatex by Dinamica โดยหลายชิ้นส่วนสามารถเลือกเป็น คาร์บอนไฟเบอร์ ได้ เช่น แผงคอนโซลกลาง ช่องแอร์ แผงประตู แผงหน้าปัด พวงมาลัย และคอพวงมาลัย องค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Lamborghini ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม เช่น ปุ่ม Start/Stop แบบ Power Button ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบิน คันเกียร์ไฟฟ้า e-gear แถบสีแดงบนพวงมาลัย พวงมาลัยสามารถเลือกเสริมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยรวมปุ่มควบคุมฟังก์ชันการขับขี่หลักทั้งหมดไว้ในมือเดียว ด้านซ้ายมือของพวงมาลัยมี ตัวหมุนสีแดง (Red-Crowned Rotor) สำหรับเลือกโหมดการขับขี่ ด้านล่างประกอบด้วย ปุ่มยกตัวรถ (Lift Function) ปุ่ม Race Start สำหรับออกตัวแบบรถแข่งและสวิตช์ไฟเลี้ยวอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองปุ่ม















