30 ม.ค 2568- โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) รายงานสถิติการขายรถยนต์ในปี 2567 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 พบว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2567 ยังคงอยู่กับสถานการณ์ที่ท้าทายเป็นอย่างมาก จากสภาวะโดยรวมและทิศทางของตลาดในปีที่ผ่านมาสะท้อนมายังตลาดรถยนต์ในประเทศ โดยปี2567 มีตัวเลขยอดขายรวมทุกยี่ห้อ 572,675 คัน ลดลง 26.2% เมื่อเทียบกับปี 2566 โตโยต้าระบุว่า ตลาดรถยนต์ของไทยที่ผ่านมาปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาด เช่น เป็นกำลังซื้อที่ลดลงตามสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจ รวมถึง ค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ทรงตัวในระดับสูง ตลอดจนความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีที่ผ่านมา อาทิ การที่ตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เป็นแรงส่งสำคัญในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นตัว เห็นได้จากการที่รถยนต์ไฮบริดในไทยมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 29% ส่วนคาดการณ์ปี2568 นั้นเชื่อว่า
ยอดขายที่ลดลงแบ่งออกเป็นตามเช็คเมนท์ที่สำคัญคือ ตลาดรถยนต์นั่งมียอดขายรวม คัน ลดลง % ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย ลดลง % ตลาดรถกระบะรวมทุกประเภท มียอดขาย คัน ลดลง % และหากแยกเฉพาะรถกระบะ ไม่รวมรถยนต์ประเภท PPV ตลาดมียอดขายรวม คันลดลง% และตลาดพีพีวีมียอดขาย คันลดลง%
ผู้ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์รวม 5 อันดับแรกได้ อันดับ 1 โตโยต้า มียอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 2 ได้แก่ ฮอนด้า ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 3 ได้แก่ อีซูซุ ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 4 ได้แก่ BYD ยอดขาย คัน เพิ่มขึ้น % และอันดับ 5 ได้แก่ มิตซูบิชิ ยอดขาย คัน ลดลง %
ตลาดรถยนต์นั่ง
ผู้ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์รวม 5 อันดับแรกได้ อันดับ 1 โตโยต้า มียอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 2 ได้แก่ ฮอนด้า ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 3 ได้แก่ อีซูซุ ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 4 ได้แก่ BYD ยอดขาย คัน เพิ่มขึ้น % และอันดับ 5 ได้แก่ มิตซูบิชิ ยอดขาย คัน ลดลง %
ตลาดรถยนต์กระบะ (ONE-TON PICKUP)
ตลาดรถกระบะ เป็นรายงานที่รวมยอดของรถกระบะและรถพีพีวี(รถกระบะดัดแปลง)เข้าด้วยกัน ซึ่งมียอดขายรวมกันทั้งสิ้น 200,190 คัน เติบโตลดลง 38.4% ซึ่งเป็นเช็คเมนท์ที่มีการชะลอตัวมากสุดเป็นอันดับ 2 ของตลาด ค่ายรถที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์รวม 5 อันดับแรกได้ อันดับ 1 โตโยต้า มียอดขาย 91,001คัน ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 45.5% อัตราการเติบโตลดลง29.3% อันดับ 2 ได้แก่ อีซูซุ ยอดขาย74,594 คัน ลดลง 45.3% ครองส่วนแบ่งตลาด37.3%เป็นอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ฟอร์ด ทำยอดขาย 20,865คัน ลดลง42.28 % ครองส่วนแบ่งตลาด10.4% อันดับ 4 ได้แก่ มิตซูบิชิ ทำยอดขาย 9,135 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด4.6%เติบโตลดลง 46.7 % และอันดับ 5 ได้แก่ นิสสัน มียอดขาย 2,964 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด1.5 % มีอัตราการเติบโตลดลง 35.8% ผู้เล่นในตลาดกระบะ ญี่ปุ่นทุกค่ายมีอัตราการเติบโตลดลง ยกเว้น กระบะจาก MG ที่มีอัตราการเติบโตเป็นบวก โดยมียอดขาย 1,124 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น20.9% และในปีนี้มีรายงานยอดขายผู้เล่นรายใหม่จากจีนติดเข้ามาในรายงานเป็นครั้งแรก คือ GWM โดยมียอดขาย 21 คัน
ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์(COMMERCIAL VEHICLE SALES)
รถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งประกอบไปด้วยยอดขายของ รถบรรทุก รถหัวลาก รถกระบะ 1 ตัน ตลาดรวมมียอดขายทั้งสิ้น 348,527 คัน เติบโตลดลง 27.9%
ผู้ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์รวม 5 อันดับแรกได้ อันดับ 1 โตโยต้า มียอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 2 ได้แก่ ฮอนด้า ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 3 ได้แก่ อีซูซุ ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 4 ได้แก่ BYD ยอดขาย คัน เพิ่มขึ้น % และอันดับ 5 ได้แก่ มิตซูบิชิ ยอดขาย คัน ลดลง %
ตลาดพีพีวี
ผู้ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์รวม 5 อันดับแรกได้ อันดับ 1 โตโยต้า มียอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 2 ได้แก่ ฮอนด้า ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 3 ได้แก่ อีซูซุ ยอดขาย คัน ลดลง % อันดับ 4 ได้แก่ BYD ยอดขาย คัน เพิ่มขึ้น % และอันดับ 5 ได้แก่ มิตซูบิชิ ยอดขาย คัน ลดลง %