สำนักข่าว Rueters รายงานคาดการณ์ว่า Toyota Motor และ Honda Motor จะรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่อ่อนแอลงในสัปดาห์นี้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ และค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น แม้จะยังมีความต้องการรถยนต์ไฮบริดสูงในตลาดต่างประเทศที่สำคัญของทั้งสองบริษัทก็ตาม
ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นกำลังดันราคายานยนต์ให้สูงขึ้น นักลงทุนต่างจับตาดูว่าบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่สุดสองรายจะสามารถรับมือกับภาระดังกล่าวได้อย่างไร
โตโยต้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก คาดว่าจะรายงานกำไรจากการดำเนินงานลดลง 31% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 902 พันล้านเยน (ราว 200,000 ล้านบาท) ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งจะนับเป็นผลประกอบการรายไตรมาสที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 2 ปี
ฮอนด้า คาดว่าจะรายงานกำไรจากการดำเนินงานลดลง 36% เหลือ 311.7 พันล้านเยน (ราว 68,000 ล้านบาท) ในวันพุธนี้ และนับเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่กำไรลดลง โดยก่อนหน้านี้ ฮอนด้าได้คาดการณ์ว่ากำไรตลอดทั้งปีจะลดลงถึง 59%
ทั้งสองบริษัทกำลังเผชิญกับความเป็นไปได้ของการถูกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นเข้าสหรัฐฯ ที่อัตรา 15% จากเดิมที่รวมแล้วอยู่ที่ 27.5% ภายหลังข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีที่เพิ่งมีขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์ญี่ปุ่นรายอื่น ๆ ก็ได้ส่งสัญญาณถึงผลประกอบการที่อ่อนแอลงเช่นกัน โดยอ้างถึงแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“ไตรมาสแรกจะเป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับโตโยต้า” คริสโตเฟอร์ ริกเตอร์ นักวิเคราะห์ยานยนต์จาก CLSA กล่าว “แต่สถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วงถัดไป” โดยระบุว่าอาจมีแรงผ่อนคลายจากการลดภาษีนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮอนด้าพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายในภูมิภาคอื่นลดลงอย่างน่าเป็นห่วง นอกเหนือจากในสหรัฐฯ ทั้งสองบริษัทยังมีการผลิตรถรุ่นสำคัญสำหรับตลาดสหรัฐฯ ในแคนาดาและเม็กซิโกอีกด้วย
สำหรับฮอนด้า ตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณสองในห้าของยอดขายทั้งหมดในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ยอดขายทั่วโลกลดลง 5% ซึ่งเป็นผลมาจากตัวเลขที่ลดลงถึงสองหลักในจีน เอเชีย และยุโรป
ในทางตรงกันข้าม ยอดขายทั่วโลกของโตโยต้าเพิ่มขึ้น 6% ในช่วงเดียวกัน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฮบริด ที่มีกำไรมากกว่ารถยนต์เบนซินทั่วไป โดยรุ่น Camry และ Sienna ไฮบริดยังคงได้รับความนิยมในตลาดสหรัฐฯ โตโยต้ายังมีผลงานที่ดีขึ้นในจีนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้าในช่วงครึ่งปีแรก
ขณะที่ฮอนด้าเคยประกาศในเดือนพฤษภาคมว่า จะลดการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าลง เนื่องจากความต้องการชะลอตัว และจะหันมาเน้นรถไฮบริดที่มีการปรับโฉมใหม่หลากหลายรุ่น โดยก่อนหน้านี้ ฮอนด้าได้เลื่อนแผนการสร้างฐานการผลิต EV ในแคนาดาออกไปจากสาเหตุเดียวกัน
นักลงทุนกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของทั้งสองบริษัทในด้านกลยุทธ์การตั้งราคา และการปรับประมาณการผลประกอบการทั้งปี CLSA ระบุว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นได้ใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น การโอนกำไรระหว่างประเทศ (transfer pricing) เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาษีนำเข้า
ราคาหุ้นของโตโยต้าลดลงแล้ว 16% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ราคาหุ้นของฮอนด้ายังคงทรงตัว
ที่มา: Reuters