EN / TH

MG URBAN 3 รุ่นย่อยเลือกคันไหนดี

18 มิถุนายน 2569

All-New Nissan Kicks e-POWER เปิดตัวในญี่ปุ่น มาพร้อมระบบ e-4ORCE เป็นครั้งแรก

17 มิถุนายน 2569

เปิดตัว 2027 CHEVROLET SILVERADO 1500 เครื่องยนต์ V8 เจนใหม่ ภายในปรับดีไซน์

17 มิถุนายน 2569

เปิดราคา MG URBAN แฮทช์แบ็คไฟฟ้า ผลิตไทย เคลมวิ่ง 435-530 กม. NEDC ราคา 529,900-709,900 บาท

17 มิถุนายน 2569

ข้อมูล HONGQI E-HS9 เอสยูวีไฟฟ้าสุดหรูแดนมังกร ช่วงล่างถุงลม วิ่งไกล 760 กม. CLTC

17 มิถุนายน 2569

FORTHING FRIDAY REEV เครื่องยนต์ปั่นไฟ เคลมระยะวิ่งทั้งระบบสูงสุด 1,100 กม ราคา 789,900-859,900 บาท

16 มิถุนายน 2569

FORTHING FRIDAY EV เอสยูวีไฟฟ้า แบต LFP 64.4 kWh ระยะทางวิ่ง 480 กม NEDC 699,900-789,900 บาท

16 มิถุนายน 2569

รอมานาน ORA 7 ผลิตโดย BMW หลังจากร่วมมือกันสร้าง MINI ไฟฟ้า

16 มิถุนายน 2569

กระบะไฟฟ้าแพลตฟอร์ม Universal EV ของ FORD ถูกพบเจอพรางตัววิ่งทดสอบ

12 มิถุนายน 2569

Denza Z พลัง 1,600 แรงม้า จาก BYD พร้อมลงสนามแข่งได้เลย

12 มิถุนายน 2569

Subaru Sambar Van พลัง 660 ซีซี เกียร์ธรรมดา ราคา 7,200 ดอลลาร์ เหมาะมากในยุคน้ำมันแพง

12 มิถุนายน 2569

อดีตผู้บริหาร Honda ชี้ CEO ปัจจุบัน ละเลยตลาดจีน และเดิมพันกับ BEV อย่างผิดทิศทาง

11 มิถุนายน 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า รถยนต์

Honda แถลงเปิดตัว Hybrid 13 รุ่นภายใน 4 ปีทั่วโลก พร้อมพัฒนา ADAS เจนเนอเรชั่นใหม่ ลดเป้า BEV ลง

20 พฤษภาคม 2568| จำนวนผู้เข้าชม 3,620

 

ฮอนด้ากำลังพัฒนาระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ขับขี่ในการควบคุมการขับขี่ เช่น การเร่งและการบังคับเลี้ยวตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด่วนหรือถนนธรรมดา ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ผู้ขับขี่ระบุไว้ในระบบนำทาง

 

การพัฒนา ADAS รุ่นถัดไปนี้มีความท้าทายเป็นพิเศษในพื้นที่เมือง ซึ่งมีผู้ใช้ถนนหลากหลายประเภท และต้องมีการเลี้ยวตามแยกบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ด้วยการใช้เทคโนโลยีการจดจำและการวางแผนพฤติกรรมที่ฮอนด้าได้สั่งสมจากการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ ฮอนด้ากำลังมุ่งมั่นพัฒนา ADAS รุ่นใหม่ที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและสะดวกสบายตลอดเส้นทางไปถึงจุดหมาย แม้ในสภาพแวดล้อมในเมืองก็ตาม โดยฮอนด้ามีแผนนำระบบ ADAS รุ่นใหม่นี้มาติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) รุ่นหลักหลายรุ่นที่จะเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นประมาณปี 2027

 

ในปัจจุบัน เทคโนโลยี ADAS รุ่นใหม่ยังถูกนำไปใช้ในรถยนต์ EV และ PHEV ระดับพรีเมียมเท่านั้น เนื่องจากมีอุปสรรคทางเทคนิค เช่น ข้อจำกัดด้านพลังงานและความต้องการระบบระบายความร้อนของ SoC อย่างไรก็ตาม ระบบไฮบริดของฮอนด้ามีข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ โดยการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งตามแนวคิด Honda M/M (Man-Maximum, Machine-Minimum) ซึ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้โดยสารและลดพื้นที่ที่ใช้สำหรับชิ้นส่วนเครื่องกล ฮอนด้าสามารถติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ADAS ได้โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ห้องโดยสารหรือการออกแบบตัวรถมากนัก จึงสามารถติดตั้ง ADAS รุ่นใหม่ในรถยนต์ขนาดเล็กได้ สำหรับในประเทศจีน ฮอนด้าจะร่วมมือกับบริษัท Momenta Global Limited ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจากจีนที่พัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ เพื่อพัฒนา ADAS รุ่นใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพถนนในจีน และติดตั้งในรถทุกรุ่นใหม่ที่ฮอนด้าจะเปิดตัวในจีนต่อไป

 

 

 

ฮอนด้าจะพัฒนาระบบ e:HEV ทั้งในรุ่นขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยหวังให้ระบบ e:HEV เป็นระบบส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ด้วยการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การขยายช่วงการทำงานที่เครื่องยนต์ให้ประสิทธิภาพสูงสุด และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฮบริดในการขับเคลื่อน ฮอนด้ายังมีแผนผสานระบบ e:HEV เข้ากับ แพลตฟอร์มเจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพในการขับขี่หรือการลดน้ำหนักตัวรถ และ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า (electric AWD) มุ่งหวังให้ e:HEV รุ่นใหม่ มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 10% และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของรถยนต์ HEV บริษัทฯ กำลังดำเนินการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่ชิ้นส่วนหลัก เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ การยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต และการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันในหลายรุ่น ฮอนด้าตั้งเป้าลดต้นทุนของระบบไฮบริดรุ่นใหม่ให้ได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ในรถรุ่นปี 2018 และมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ในรถรุ่นปี 2023

 

 

 

สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากการปรับแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ตามภาวะชะลอตัวของตลาดในปัจจุบัน สัดส่วนยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกของฮอนด้าในปี 2030 คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยประกาศไว้ที่ 30% ในทางกลับกัน ความต้องการของตลาดในปัจจุบันสำหรับรถยนต์ไฮบริด ยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ฮอนด้าจึงจะวางตำแหน่งรถ HEV โดยเฉพาะรุ่นเจนเนอเรชั่นใหม่ ให้เป็นระบบขับเคลื่อนหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่ยุคของ EV อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัพ HEV อย่างต่อเนื่อง เมื่อดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างนี้ ฮอนด้าตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายรถยนต์รวมภายในปี 2030 ให้สูงกว่าระดับปัจจุบันที่ 3.6 ล้านคัน โดยมีเป้าหมายยอดขายรถ HEV อยู่ที่ 2.2 ล้านคันเป็นแกนหลัก

 

 

 

ฮอนด้าจะเปิดตัวรถยนต์ e:HEV เจนเนอเรชั่นใหม่ทั้งหมด 13 รุ่นทั่วโลก ภายในระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2027  นอกจากนี้ “โลโก้ H แบบใหม่” จะถูกนำมาใช้ไม่เพียงแต่ในรถยนต์ไฟฟ้า เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถยนต์ไฮบริดด้วย โดยเริ่มใช้กับรถเจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

 


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

All-New Nissan Kicks e-POWER เปิดตัวในญี่ปุ่น มาพร้อมระบบ e-4ORCE เป็นครั้งแรก

17 มิถุนายน 2569

เปิดตัว 2027 CHEVROLET SILVERADO 1500 เครื่องยนต์ V8 เจนใหม่ ภายในปรับดีไซน์

17 มิถุนายน 2569

FORTHING FRIDAY REEV เครื่องยนต์ปั่นไฟ เคลมระยะวิ่งทั้งระบบสูงสุด 1,100 กม ราคา 789,900-859,900 บาท

16 มิถุนายน 2569

Subaru Sambar Van พลัง 660 ซีซี เกียร์ธรรมดา ราคา 7,200 ดอลลาร์ เหมาะมากในยุคน้ำมันแพง

12 มิถุนายน 2569

Denza Z พลัง 1,600 แรงม้า จาก BYD พร้อมลงสนามแข่งได้เลย

12 มิถุนายน 2569

อดีตผู้บริหาร Honda ชี้ CEO ปัจจุบัน ละเลยตลาดจีน และเดิมพันกับ BEV อย่างผิดทิศทาง

11 มิถุนายน 2569

AKIO TOYODA เผย “อนาคตที่มีแต่ BEV” คือสิ่งที่เขากลัวที่สุด

11 มิถุนายน 2569

สื่อออสซี่ชี้ รถยนต์ผลิตในจีนมียอดขายที่ออสเตรเลียกว่า 35% ในเดือนพฤษภาคม แซงรถผลิตในไทย 2 เท่า

11 มิถุนายน 2569

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ