แหล่งข่าววงในของสำนักข่าว Reuters รายงานว่า BYD ได้ชะลอการผลิตและการขยายธุรกิจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ด้วยการลดจำนวนกะการทำงานในโรงงานบางแห่งในประเทศจีน และชะลอแผนการเพิ่มสายการผลิตใหม่ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นสัญญาณว่า อัตราการเติบโตของยอดขายของ BYD ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้บริษัทขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก อาจเริ่มชะลอลง เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการลดราคาลงอย่างมากในตลาดรถยนต์จีน
แหล่งข่าวระบุว่า BYD ได้ยกเลิกกะกลางคืนและลดกำลังการผลิตลงอย่างน้อยหนึ่งในสามของกำลังการผลิตเดิมในบางโรงงาน มาตรการเหล่านี้ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ถูกนำมาใช้กับอย่างน้อย 4 โรงงาน และ BYD ยังได้ระงับแผนตั้งสายการผลิตใหม่ในบางแห่งด้วย
BYD มียอดขายรถยนต์ 4.27 ล้านคันในปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ในประเทศจีน และมีโรงงานผลิตรถยนต์อย่างน้อย 7 แห่งในจีน และตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 5.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นเกือบ 30%
แหล่งข่าวของ Reuters ไม่สามารถระบุขนาดที่แน่ชัดของการลดการผลิตและการระงับแผนขยาย หรือระยะเวลาที่มาตรการเหล่านี้จะคงอยู่ โดยหนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุน ขณะที่อีกคนกล่าวว่าเกิดขึ้นเพราะยอดขายไม่ถึงเป้า
ราคาหุ้นของ BYD ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 2.6% ได้ปรับตัวลดลงเกือบ 1% ในช่วงบ่ายวันพุธ หลังมีรายงานข่าวของ Reuters เกี่ยวกับมาตรการลดการผลิต ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (CAAM) ระบุว่า การเติบโตของการผลิตของ BYD ชะลอตัวลงเหลือ 13% และ 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนในเดือนเมษายนและพฤษภาคมตามลำดับ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่การผลิตถูกรบกวนจากเทศกาลตรุษจีน
ข้อมูลยังระบุว่า BYD เริ่มเร่งการผลิตรายเดือนตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2023 และ 2024 แต่แนวโน้มดังกล่าวได้เปลี่ยนไปในปีนี้ โดยเฉลี่ยแล้ว กำลังการผลิตในเดือนเมษายนและพฤษภาคมลดลง 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สี่ของปี 2024
BYD ขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ด้วยกลยุทธ์เร่งผลิตอย่างแข็งขัน และเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่มีราคาย่อมเยาอย่างต่อเนื่อง แคมเปญลดราคาล่าสุดของบริษัท ทำให้ราคารถรุ่นเริ่มต้นถูกลงเหลือเพียง 55,800 หยวน (ประมาณ 2.5 แสนบาท) ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มยานยนต์จีนในวงกว้าง และกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายอื่นต้องลดราคาตาม
จากการสำรวจของสมาคมผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จีน (CADA) เมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า ตัวแทนจำหน่ายของ BYD มีสินค้าคงคลังเฉลี่ย 3.21 เดือน ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาทุกแบรนด์ในจีน ในขณะที่ระดับคงคลังเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.38 เดือน รายงานของสื่อภาครัฐระบุว่า ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของ BYD ในมณฑลซานตงทางตะวันออก ได้เลิกกิจการไปแล้ว โดยโชว์รูมอย่างน้อย 20 แห่งถูกปิดหรือปล่อยร้าง เมื่อระดับสินค้าคงคลังเพิ่มสูงขึ้น สภาหอการค้าผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จีน ได้เรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์หยุดส่งมอบรถเกินจำนวนให้กับดีลเลอร์ และตั้งเป้าการผลิตให้ "สมเหตุสมผล" ตามยอดขายจริง พร้อมเตือนว่าสงครามราคาอย่างรุนแรงกำลังกดดันกระแสเงินสดและลดความสามารถในการทำกำไร
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มตัวแทนจำหน่ายจีนได้เรียกร้องให้ผู้ผลิตจ่ายเงินจูงใจ (cashback incentives) ภายใน 30 วัน เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางการเงิน การแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเริ่มตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันในระยะยาวนี้สร้างแรงกดดันต่อตัวแทนจำหน่าย ผู้ผลิต และซัพพลายเออร์ทั่วทั้งอุตสาหกรรม ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์จีนเริ่มหันไปพึ่งตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายและชดเชยแรงส่งที่เริ่มอ่อนแรงในตลาดในประเทศ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ BYD ขายรถไปแล้ว 1.76 ล้านคัน โดยประมาณ 20% ของยอดขายเป็นการส่งออก
ที่มา: Reuters