บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประกาศผลประกอบการสำหรับช่วงสามเดือนที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 โดยระบุว่าแผนฟื้นฟูธุรกิจ Re:Nissan ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถลดต้นทุนได้เพิ่มอีก 60,000 ล้านเยนในไตรมาสแรก (ราว 12,600 ล้านบาท)
ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 นิสสันมียอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลก 701,000 คัน สร้างรายได้รวม 2.9642 ล้านล้านเยน (ราว 630,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 257,300 ล้านเยนจากปีก่อน (ราว 57,600 ล้านบาท)
- กำไรจากการดำเนินงานกลับมาเป็นบวกที่ 77,900 ล้านเยน (ประมาณ 17,100 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 157,000 ล้านเยน (ประมาณ 34,500 ล้านบาท) จากความคืบหน้าในการลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนรถยนต์ ปัจจัยบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลการขายที่ดีขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
- บริษัทได้รับผลบวกจากกำไรพิเศษที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาในปีงบประมาณ 2025 ส่งผลให้กำไรสุทธิกลับมาเป็นบวกเช่นกันที่ 3,800 ล้านเยน (ประมาณ 836 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 119,500 ล้านเยน (ประมาณ 26,300 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- สำหรับผลประกอบการโดยรวม รายได้เพิ่มขึ้นจาก 2.7069 ล้านล้านเยน (ประมาณ 595,500 ล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2025 เป็น 2.9642 ล้านล้านเยน (ประมาณ 652,100 ล้านบาท) ในปีนี้
- อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวจากติดลบ 2.9% มาอยู่ที่ 2.6% ขณะที่กำไรปกติกลับมาเป็นบวกที่ 49,100 ล้านเยน (ประมาณ 10,800 ล้านบาท) จากเดิมที่ขาดทุน 109,200 ล้านเยน (ประมาณ 24,000 ล้านบาท)
แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่นิสสันได้ปรับลดเป้ายอดขายทั่วโลกในปีงบประมาณ 2026 จาก 3.3 ล้านคัน เหลือ 3.15 ล้านคัน เพื่อสะท้อนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าผลการดำเนินงานในตลาดหลักอื่นยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และยังคงยืนยันเป้าหมายทางการเงินประจำปี เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย กำไรในไตรมาสแรก รวมถึงมาตรการลดต้นทุนและการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันภายใต้แผน Re:Nissan
ในด้านความคืบหน้าของแผน Re:Nissan นิสสันระบุว่าผลการดำเนินงานในตลาดหลักยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ ในสหรัฐอเมริกา กลยุทธ์ "Built in the U.S. for the U.S." ยังคงช่วยสร้างแรงส่งให้แบรนด์ โดยนิสสันเป็นแบรนด์รถยนต์กลุ่มแมสที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา และมียอดขายปลีกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ขณะที่ยอดขายในไตรมาสล่าสุดเติบโตเกือบ 10%
ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของยอดขายจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดย Nissan Kicks รุ่นใหม่มียอดสั่งซื้อสะสม 11,000 คัน ส่วน Nissan Elgrand รุ่นใหม่มียอดสั่งซื้อสะสม 8,000 คัน สะท้อนการตอบรับที่ดีจากลูกค้า
สำหรับตลาดจีน นิสสันยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีวินัย พร้อมเร่งขยายตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ด้วยรุ่น N6, N7, NX8 และ Frontier Pro รวมถึงขยายการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อวางรากฐานสำหรับการกลับมาเติบโตอีกครั้งตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
ด้านการลดต้นทุน บริษัทเปิดเผยว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 60,000 ล้านเยนในไตรมาสแรก (ราว 12,600 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดต้นทุนผันแปร ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในสายการผลิต การจัดซื้อ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดทั่วทั้งองค์กร
อีวาน เอสปิโนซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน กล่าวว่า แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะยังคงท้าทาย โดยเฉพาะในประเทศจีนและภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่บริษัทมีทิศทางที่ชัดเจนในการรับมือกับความผันผวน พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสในตลาดที่มีศักยภาพ และดำเนินแผน Re:Nissan อย่างมีวินัยและรวดเร็ว เขาระบุว่าในทุกตลาดหลัก นิสสันกำลังปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัวขององค์กร โดยยังคงมุ่งสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดอิสระ พร้อมสร้างรากฐานให้นิสสันกลับมาแข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว







