จีนเตรียมประกาศใช้มาตรฐานแบตเตอรี่ Solid State ฉบับแรกในเดือนกรกฎาคม 2026 โดยการผลิตแบตเตอรี่ประเภทดังกล่าวในระดับอุตสาหกรรมกำลังจะเริ่มขึ้นในปีหน้า ตามการเปิดเผยของหัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์แห่งประเทศจีน (CATARC)
มีรายงานว่าร่างมาตรฐาน GB/T ในหัวข้อ “Solid-state batteries for electric vehicles Part 1: Terminology and Classification” ได้จัดทำเสร็จสิ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2025 และเปิดรับความคิดเห็นจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โดยเว็บไซต์ Mydrivers ระบุว่า CATARC จะจัดการทดสอบเพื่อยืนยันผลในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อปรับปรุงวิธีการทดสอบและยืนยันตัวชี้วัดการประเมินผลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
คาดว่ามาตรฐานฉบับใหม่นี้จะผ่านการตรวจทานและอนุมัติครบถ้วนในเดือนเมษายน 2026 และมีแผนประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน โดยมาตรฐานดังกล่าวจะมุ่งเน้นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแบตเตอรี่ Solid State รวมถึงการกำหนดนิยามของคำศัพท์ เช่น แบตเตอรี่แบบของเหลว แบตเตอรี่กึ่ง Solid State (Solid-liquid หรือ Semi-solid) และแบตเตอรี่ Solid State เต็มรูปแบบ
ในอนาคตคาดว่าจะมีการเผยแพร่มาตรฐานในส่วนอื่นเพิ่มเติม ซึ่งจะครอบคลุมแนวทางและข้อกำหนดเกี่ยวกับอิเล็กโทรไลต์แบบ Solid State และองค์ประกอบอื่น ๆ โดยผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตแบตเตอรี่ของจีนจำนวนมากกำลังพัฒนาแบตเตอรี่ประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีข้อดีด้านความหนาแน่นพลังงานที่สูงขึ้น และมีความทนทานต่อการลุกไหม้ที่ดีกว่า
แบตเตอรี่ Solid State มีความหนาแน่นพลังงานมากกว่า 300 Wh/kg โดยแบตเตอรี่รุ่นล่าสุดที่ Dongfeng พัฒนาถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งเริ่มทดสอบแบตเตอรี่ความหนาแน่น 350 Wh/kg ติดตั้งในรถซีดานไฟฟ้า eπ 007 โดยบริษัทระบุว่าแบตเตอรี่ดังกล่าวจะช่วยให้รถสามารถวิ่งได้มากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และยังคงรักษาความจุพลังงานได้ถึง 72% แม้ในสภาพอุณหภูมิต่ำถึง -30 องศาเซลเซียส
ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์จีนประกาศความสำเร็จในการพัฒนาแอโนดซิลิคอนนาโนไวร์ที่มีโครงสร้างแบบระบายอากาศได้ สำหรับแบตเตอรี่ Solid State ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความหนาแน่นพลังงานที่สูงขึ้น และประสิทธิภาพการใช้งานระยะยาวที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้มีรายงานว่า BYD, Geely, Chery, GAC, Dongfeng, FAW และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น เตรียมเริ่มทดสอบติดตั้งแบตเตอรี่ Solid State เต็มรูปแบบภายในปีหน้า
ที่มา: CarNewsChina