นาย Liu Xueliang รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ BYD ให้สัมภาษณ์กับสื่อมาเลเซียที่เมืองเซินเจิ้น ว่า บีวายดี อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นหรือจะตั้งโรงงานผลิตของตัวเองในมาเลเซีย ซึ่งอีกสัปดาห์หนึ่งจะประกาศให้ทราบโดยย้ำว่า BYD จะร่วมกับพันธมิตร สำรวจแนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของมาเลเซียให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับเงื่อนไขของมาเลเซียเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงภาษีของรัฐบาล เดิมทีมาเลเซียมีการยกเว้นภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ CBU (รถนำเข้าสำเร็จรูป) ซึ่งมาตรการนี้สิ้นสุดลงเมื่อสิ้นปี 2025 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป รถยนต์ไฟฟ้า CBU ที่นำเข้าต้องมีราคาCIF ขั้นต่ำ 2 แสนริงกิต และมีกำลังมอเตอร์อย่างน้อย 180 กิโลวัตต์ (ประมาณ 245 แรงม้า) กฎใหม่นี้ทำให้รถ EV นำเข้าราคาราคาต่ำแทบเข้าตลาดไม่ได้เลย
สำหรับ BYD ที่มีจำหน่ายหลักในตลาดมาเลเซียส่วนใหญ่ เป็นรุ่นราคาที่ต่ำกว่า 2แสนริงกิต เช่น Atto 3 และ Seal 6 ดังนั้นการประกอบในประเทศ (CKD) จึงกลายเป็นทางออกเดียวในตอนนี้
BYD เคยยืนยันแผนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์แบบ CKD ของตัวเองที่ตันจงมาลิม รัฐเปรัก ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 แต่ความคืบหน้าดูเหมือนจะหยุดชะงัก ล่าสุดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (MITI) ระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโรงงานดังกล่าว
ทางเลือกที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นคือการประกอบแบบรับจ้าง (Contract Assembly) นาย Liu เคยไปเยี่ยมชมโรงงาน Sime Motors Inokom ที่เมืองกูลิม รัฐเคดาห์ เมื่อเดือนพฤษภาคม และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทีมผู้บริหารของ Sime Motors ก็เดินทางไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ BYD ที่เซินเจิ้น เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ MITI ที่ต้องการให้ผู้ผลิตรถ EV ทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นมากกว่าสร้างโรงงานใหม่เอง
นอกจากนี้ นาย Liu ยังมองว่ามาเลเซียภาคตะวันออก (โดยเฉพาะบอร์เนียว) มีศักยภาพในการเติบโตสูง เพราะคนในพื้นที่นิยมรถกระบะ ดังนั้นในอนาคตอาจได้เห็น BYD Shark ที่ประกอบในท้องถิ่นเข้ามาทำตลาดด้วย
โดยสรุป BYD กำลังเร่งหาทางออกทั้งการประกอบเองและร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันหลังกฎภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ รอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ครับ