ฮอนด้าและมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งแรกในการจัดหาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ร่วมกันเพื่อพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่สำหรับตลาดอาเซียน โดยใช้พื้นฐานจาก มิตซูบิชิ ไทรทัน
- นับเป็นครั้งแรกประวัติศาสตร์ในการร่วมมือระหว่าง Honda และ Mitsubishi Motors ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนจัดหาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ระหว่างกันโดยตรง
- พัฒนารถกระบะ 1 ตัน ฮอนด้าจะเพิ่มรถกระบะขนาด 1 ตันโดยใช้ Mitsubishi Triton ซึ่งใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Ladder Frame เข้ามาอยู่ในไลน์อัปของตน
- เป้าหมายตลาดคือ มุ่งเน้นทำตลาดในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เป็นหลัก โดยคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายเร็วที่สุดในปี 2028

โตเกียว, ญี่ปุ่น, 22 ตุลาคม 2569 - บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (ฮอนด้า) และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ของฮอนด้า โดยใช้พื้นฐานจากรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ซึ่งถือเป็นโครงการริเริ่มครั้งแรกระหว่างทั้งสองบริษัทในการจัดหาผลิตภัณฑ์เพื่อเติมเต็มไลน์อัปยานยนต์ของกันและกัน ทั้งนี้ รถยนต์รุ่นใหม่ของฮอนด้ามีกำหนดการเริ่มวางจำหน่ายในตลาดอาเซียนในปี 2571
ฮอนด้า และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เสาะแสวงหาโอกาสในการร่วมมือกันในด้านต่างๆ ภายใต้กรอบของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MOU ที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ระหว่าง 3 บริษัท ซึ่งรวมถึง บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ด้วย
หนึ่งในโอกาสที่ทั้ง 3 บริษัทได้ทำการสำรวจและหารือกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมมองระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว คือการจัดหายานยนต์เพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน สิ่งนี้จะช่วยให้ทั้ง 3 บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่มีศักยภาพการแข่งขันในระดับโลกของแต่ละฝ่าย เพื่อเพิ่มความหลากหลายและเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์ของตนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและความต้องการของลูกค้าของแต่ละบริษัทในภูมิภาคต่างๆ

มิตซูบิชิ ไทรทัน ซึ่งเป็นโปรเจกต์ในการจัดหายานยนต์เพื่อเติมเต็มกันในครั้งนี้ เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน ที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างตัวถัง Ladder Frame ที่แข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในรถยนต์ยุทธศาสตร์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียนผ่านความร่วมมือในครั้งนี้ ฮอนด้าจะเพิ่มรถรุ่นที่เป็นรถกระบะเข้ามาในไลน์อัปผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นที่ตลาดอาเซียนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันฮอนด้ายังไม่มีการเสนอขายรถกระบะในตลาดนี้ สิ่งนี้จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มความหลากหลายให้กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์ของตนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในตลาดดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้จะช่วยให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและปรับปรุงอัตราการใช้กำลังการผลิตที่โรงงานผลิตของตนในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ทั้งสองบริษัทบรรลุข้อตกลงนี้หลังจากพิจารณาแล้วว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Synergies) ให้กับทั้งสองฝ่าย
นับจากนี้ไป ทั้ง 3 บริษัทจะยังคงเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นต่อไป พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีของแต่ละฝ่ายอย่างเต็มที่
คาดการณ์ในอนาคต
- อาจได้ลุ้นขุมพลังไฮบริด (Hybrid/HEV) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ Mitsubishi ที่กำลังพัฒนาระบบไฮบริดให้กับ Triton ของตัวเองเช่นกัน เพื่อเลี่ยงการสู้ในตลาดเครื่องยนต์ดีเซลสันดาบล้วนที่เจ้าตลาดเดิมแข็งแกร่งมาก
- และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Honda ทำตลาดรถกระบะลักษณะนี้ เพราะในอดีตยุค 90s ค่ายฮอนด้าก็เคยจับมือกับ Isuzu นำรถกระบะมาติดแบรนด์ตัวเองในชื่อ Honda Tourmaster มาแล้วครั้งหนึ่ง
- ฮอนด้าได้รถกระบะโครงสร้าง Ladder Frame แท้ๆ ไปขายทันที โดยไม่ต้องลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม อาจได้ยอดสั่งซื้อ (Volume) เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานแหลมฉบังให้คุ้มทุนยิ่งขึ้น
- ฐานการผลิตไม่ต้องใช้โรงงานของตนเอง (ปัจจุบันฮอนด้าไทยรวมฐานผลิตไว้ที่ปราจีนบุรี) ใช้ความเชี่ยวชาญของสายการผลิตอัตโนมัติ 95% ที่แหลมฉบังให้เป็นประโยชน์ กำหนดการเริ่มวางจำหน่ายในตลาดอาเซียนปี 2028 แพลตฟอร์มที่ใช้คาดว่าจะเป็นเจเนอเรชันที่พัฒนาต่อยอดและเสถียรแล้วในปีนั้น
คาดการณ์ตลาดรถกระบะในไทย
- ตลาดรถกระบะเมืองไทยมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งมากอย่าง Isuzu D-Max และ Toyota Hilux Revo ค้ำคออยู่ (ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 70-80%) แม้แต่ Mitsubishi Triton เองก็ยังอยู่ในอันดับ 3 การที่ Honda จะเข้ามาแทรกแซงในตลาดนี้ที่เน้นความทนทานของเครื่องยนต์ดีเซลและศูนย์บริการรถเชิงพาณิชย์ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
- ความเป็นไปได้ในการเน้นส่งออก (Export Only) นั้นมีนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า Honda อาจเลือกส่งออกรถรุ่นนี้ไปเน้นขายในประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่แบรนด์ Honda แข็งแกร่งมากแต่ตลาดกระบะไม่ได้ผูกขาดโดยเจ้าตลาดสองค่ายชัดเจนเท่าประเทศไทย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม แล้วเว้นตลาดไทยไว้ เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับลูกค้ากลุ่มเดิม
อย่างไรก็ตามต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เรื่องทิศทางต่อไปในอนาคตว่าจะเป็นรถยนต์พลังงานแบบไหนและทางฮอนด้าจะปรับหน้าตาออกมาเป็นตัวเองได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา : global.honda
เรียงเรียง : สินธนุ จำปีศรี