วันนี้มาร่วมกิจกรรมลองขับ BYD Sealion 5 DM-i SUV ขุมพลัง Plug-in Hybrid สามารถวิ่งได้ระยะทางรวมทุกระบบกว่า 1,200 กม. และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน 110 กม. โดยวันนี้จะขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วน จาก BYD Academy ศรีนครินทร์ ขับผ่าตัวเมืองเส้นทางบางนา, สุขุมวิท, แยกอโศก, แยกฟอร์จูนฯ รัชดา, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, พญาไท-สะพานหัวช้าง, มาบุญครอง, แยกหัวลำโพง, พระราม 4, ถนนสีลม, สาทร-นราธิวาส, พระราม 3, สะพานภูมิพลและวนมาจนกลับจุดเริ่มต้น ระยะทางกว่า 50 กม.

ทริปนี้ BYD เน้นการทกลองใช้งานระบบขับเคลื่อนแบบมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว เพื่อพิสูจน์ว่า BYD Sealion 5 พลังไอบริดเสียบปลั๊กได้รุ่นนี้ เมื่อใช้งานในชีวิตประจำวันคล้ายการเดินทางไปทำงานช่วงเช้า รถติดขัดสาหัดและกำหนดให้ใช้เวลาภายใน 3 ชม. ครึ่ง แบตเตอรี่ที่ทีมงานชาร์จไว้ให้ 97% สำหรับเดินทางในเมืองครั้งนี้จะมีอัตราใช้ไฟฟ้ามากน้อยเพียงได้ และจะสามารถขับได้โดยที่เครื่องยนต์ไม่ติดเลยตลอดทางหรือไม่






BYD SEALION 5 DM-i รุ่น Premium ราคา 799,900 บาท
รถที่ทดลองขับคือ BYD Sealion 5 DM-i รุ่น Premium รถยนต์อเนกประสงค์ 5 ประตูยกสูงขุมพลัง เทคโนโลยี DM-i Plug-in Hybrid กำลังรวมสูงสุด 210 แรงม้า (PS) แรงบิด รวมสูงสุด 210 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.5 วินาที แบตเตอรี่ขนาด 18.3 kWh ขับด้วยไฟฟ้าล้วน 110 กม. ระยะทางรวมทั้งระบบกว่า 1,200 กม. เทคโนโลยี BYD Blade Battery และจ่ายไฟภายนอกด้วย V2L ได้ รองรับ AC 3.3 kW และ DC 18 kW
ขนาดตัวรถยาว 4,735 มม. กว้าง 1,860 มม. สูง 1,710 มม. ฐานล้อ 2,712 มม. ความสูงใต้ท้องรถเปล่า 175 มม. น้ำหนักรถ 1,720 กก. ช่วงล่างด้านหน้า แม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลัง มัลติลิงก์ ล้ออัลลอย 225/60 R18
ความสะดวกสบายระบบและความปลอดภัย
BYD Seal DM-i Premium ให้ความสะดวกสะบายครบครันคุ้มค่า ที่โดดเด่นคือ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า คนขับปรับ 6 ทิศทาง ข้างคนขับ 4 ทิศทาง จอกลางสัมผัส 12.8 นิ้ว รองรับ AppleCarPlay/Android Auto ไร้สาย ลำโพง 8 ตำแหน่ง ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย กล้องรอบคัน ความปลอดภัย ถุงลม 6 ตำแหน่ง เตือนก่อนการชนด้านหน้า ควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมดึงกลับ เตือนมุมอับด้านข้าง เตือนเมื่อมีรถมาขณะถอยหลัง เตือนเมื่อมีรถมาขณะเปิดประตู เป็นต้น
ชมคลิปรอบคันและฟังก์ชั่นต่าง ๆ BYD SEALION 5 DM-i
ขับ EV Mode รถติดในเมืองเวลาเร่งรีบ
ความรู้สึกเมื่อลองขับด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนในเมืองที่รถติดสุด ๆ ในเวลาช่วง 7.00 และขับผ่านถนนสำคัญต่าง ๆ มากมาย พอจะสรุปได้ว่า การขับขี่นั้นเน้นใช้งานง่าย ทั้งปุ่มปรับกระจกมองข้าง ปรับระบบแอร์ สวิตช์เบรกอัตโนมัติ ปรับเสียงความบันเทิง และปุ่มมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัย เว้นแต่กระจกมองหลังไม่มีปรับแสงอัตโนมัติ เบาะปรับไฟฟ้าที่มีระบบเป่าลมเย็นคู่หน้ามาให้ นับว่าช่วยคล้ายความตึงเครียดเมื่อรถติดหนักได้ดี
ภายในส่วนคนขับกว้างขวางมีพื้นที่ให้ขยับตัวเยอะ รอบข้างที่นั่งโล่งโปรงขยับแข่งขาได้สะบาย พวงมาลัยปรับขึ้น-ลง-เข้า-ออก ช่วยให้ผ่อนคลายเมื่ออยู่ในท่านั่งขับตอนรถติดนาน ๆ ได้ดี วิสัยทัศน์รอบคันโปร่งสบายตาและยังให้ความสูงสไตล์ SUV หมดกังวลในทุกครั้งที่ขับตกหลุม คอสะพานหรือขับผ่านรางรถไฟ
พละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนในโหมดนี้แรงบิดระดับ 210 นิวตันเมตร ใช้งานเพียงพอ แม้จะไม่ได้ลองอัตราเร่งออกตัวแรง ๆ เพราะรถติด แต่ให้การตอบสนองที่ดีไม่อืด และแม้จะเหยียบคันเร่งเพิ่มมากขึ้น ระบบเครื่องยนต์ก็ไม่ติดเลย นับว่ามีกำลังให้ใช้งานเพียงพอ ในทริปนี้ระดับแบตฯ จากจุดเริ่มต้น 97% และอัตราใช้ไฟฟ้าล้วน ๆ บนมาตรวัดเริ่มที่ 12.3 kWh/100 km และทรงตัวประมาณนี้เกือบตลอดทาง และเน้นว่าไม่ได้ขับปั้นตัวเลขและไม่ได้เร่งออกตัวหรือเร่งแซงแรง ๆ พยานยามขับในรูปแบบใช้งานจริง ๆ เท่านั้น
การขับขี่ลักษณะไหล ๆ หยุด ๆ ติดนิ่งนาน สลับกันไปเกือบ 80% ของเส้นทางวันนี้ จนไม่สามารถใช้ความเร็วได้มากนัก แต่ช่วงในเมืองการขับด้วยไฟฟ้าล้วนให้ความนุ่มนวลเงียบ โดยเฉพาะการเก็บเสียงจากภายถือว่าดีเกินคาดเมื่อเทียบกับรถที่มีระดับราคาเท่ากับหรือใกล้เคียงกัน คันเร่งตอบสนองได้ดีแม้จะเร่งด้วยพลังมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ออกตัวและเร่งขึ้นเนินหรือสะพานสูง ๆ ได้อย่างสบาย ด้วยแรงบิดขนาดนี้ เพียงพอใช้งานแน่นอน เทียบกับเครื่องยนต์สันดาปก็มีกำลังระดับเดียวกับเครื่องยนต์เบนซิน NA ขนาด 2.0-2.4 ลิตร

เมื่อขับขี่จนครบเส้นทางตามกำหนดแล้วจากระดับแบตฯ ตันแต่ตอนออกเดินทาง 97% ลดลงเหลือ 56% ใช้ระยะทางทั้งหมด (รวมเลี้ยวผิดตอนปล่อยตัว) ขับไป 56 กม. อัตราสิ้นเปลืองในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ 12 kWh/100 km (มีหลายคันทำได้ต่ำกว่านี้คือ 9.9 kWh/100 km) ใช้เวลารวมทั้งหมด 3 ชม. ครึ่งพอดี นับว่าการใช้เดินทางช่วงเช้า เหมือนขับไปทำงาน ส่งลูกหลาน ทำธุระต่าง ๆ นั้น อัตราใช้ไฟไม่เปลืองมากนักสำหรับตัวรถขนาดใหญ่และหนัก 1.7 ตัน คันนี้
นอกจากนี้ยังเป็นระยะทางที่ใกล้เคียงกับการใช้ในประจำวันของหลายคนที่ขับในตัวเมืองด้วยระยะทางราว 50 กม.ต่อวัน ซึ่งจริง ๆ Sealion 5 DM-i สามารถขับโหมดไฟฟ้าล้วนได้ 110 กม. ซึ่งการใช้งานก็เพียงเสียบชาร์จไฟที่บ้าน (กรณีติดตั้งตู้ชาร์จได้) ทุกวันหรืออาจจะวันเว้นวัน ก็ขับด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต้องใช้น้ำมันลดภาระค่าเดินทางได้มากขึ้น ส่วนเมื่อต้องการเดินทางไกลก็ชาร์จไฟเต็มเอาไว้และใช้โหมด HEV ถึงแม้ไฟในแบตฯ หมด ก็ขับด้วยเครื่องยนต์ต่อไปได้ จนกว่าจะสะดวกในการแวะหาสถานีชาร์จ ที่ตัวรถก็รองรับทั้ง AC/DC ชาร์จอีกด้วย
ระบบช่วงล่างที่ออกไปทางแข็งกระด้าง เน้นการบรรทุกผู้โดยสารหรือขนสัมภาระ เมื่อนั่งขับคนเดียวหรือนั่ง 2 คน จึงมีความแข็งในความเร็วต่ำที่สัมผัสได้ถึงอาการกระเด้ง แต่พอใช้ความเร็วเพิ่มขึ้น ความกระเด้งก็น้อยลง และยิ่งขับในความเร็วสูง ๆ กลับให้ความมั่นใจ แตกต่างจากรถ SUV หรือ ซีดานรุ่นก่อน ๆ ของค่ายที่ออกนิ่มจนน่ากลัวในความเร็วสูง สำหรับ Sealion 5 คงปรับปรุงให้แน่นหนึบขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบรถอเนกประสงค์
ความเห็นส่วนในเรื่องช่วงล่างนั้น ไม่รู้สึกว่าแข็งมากไปนัก เพราะชอบรถยนต์ที่ช่วงล่างสไตล์แน่น ๆ หน่อย ทำให้มั่นใจมากกว่าเมื่อใช้ความเร็วสูง ส่วนความเร็วต่ำนั้นออกจะแข็งกระด้างไปบ้าง อาการคล้าย ๆ รถที่ปรับแต่งอัดน้ำมันโช้คใหม่ (ความรู้สึกแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป)









หน้าจอกลางความบันเทิงไหลลื่น เน้นใช้งานง่าย แตก้ยังมีบางเมนูที่ต้องเข้าไปหาลึก ๆ แนะนำว่าเจ้าของรถจำเป็นต้องลองเล่นลองปรับเมนูต่าง ๆ บนจอให้คุ้นเคยก่อน เพื่อให้ใช้งานคล่อง เวลาขับรถยังมีหลายฟังก์ชั่นที่จำเป็นต้องเปิด-ปิด บนจอ โดยเฉพาะการเลือกเปิด-ปิดระบบความปลอดภัยนั้น ไม่จำค่าล่าสุด หากใครไม่สะดวกจะใช้งาน จึงต้องคอยปิดระบบทุกครั้ง ส่วนคอนโซลกลางมีช่องชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ที่วางแก้วน้ำ พร้อมกับสวิตช์ที่ต้องใช้งานประจำต่าง ๆ มากมาย และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง










สำหรับคนที่ลังเลว่าจะไปรถไฮบริดหรือปลั๊กอินดี?
รถไฮบริด
- ไม่ต้องปรับตัวเยอะ ใช้งานเหมือนขับรถสันดาปทั่วไป
- ได้ความประหยัดน้ำมันที่มากกว่ารถสันดาปธรรม (ขึ้นกับรุ่นและสภาพขับขี่ด้วย)
- การดูแลซับซ้อนกว่าระบบสันดาปล้วนไม่มากนัก
- แบตเตอรี่ขนาดไม่ใหญ่มาก หากถึงกำหนดต้องเปลี่ยนเองราคาไม่สูงมาก
- วิ่งโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางน้อยมาก ปกติไม่เกิน 2-3 กม. ก็ตัดเข้าระบบไฮบริด (ใช้ขับเข้าหรือออกหมู่หรือสถานที่ต้องการความเงียบระยะสั้น)
- ระยะทางวิ่งรวมทั้งระบบน้อยกว่าระบบปลั๊กอินไฮบริด
รถปลั๊กอิน-ไฮบริด
- ปรับตัวเยอะ เช่น การเสียบหัวชาร์จ
- วางแผนเพิ่มขึ้นในการจะใช้ระบบไฮบริดหรือจะใช้ไฟฟ้าล้วน
- ควรสะดวกติดตั้งที่ชาร์จในบ้านพักอาศัย
- จำเป็นต้องใช้ระบบไฟฟ้าที่มีให้มา เพื่อความคุ้มค่ามากที่สุด
- สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ โดยเครื่องยนต์ไม่ติด (ตามผู้ผลิตแต่รุ่นกำหนด)
- เป็นได้ทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในคันเดียว
- จอดติดระบบปรับอากาศได้ด้วยโหมด EV ไม่มีมลพิษ
- มีระบบ V2L จ่ายกระแสไฟฟ้าสู่ภายนอกได้ สายแคมปิ้งถูกใจสิ่งนี้
- อาจมีค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มมากขึ้น เช่น แบตเตอรี่มีขนาดใหญ่ขึ้น ค่าเปลี่ยนย่อมแพงขึ้น
นี่คือ ความจริงบางส่วนที่ผู้ใช้รถยนต์ทั้ง 2 ประเภทจะต้องพบเจอ หรืออาจมีมากกว่านี้ ใครที่กำลังเล็งว่าจะซื้อรถใช้งานแบบไหน ควรกลับมาดูว่า ตนเองว่าต้องการใช้งานแบบไหนมากที่สุดและตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการรถยนต์คันใหม่มากที่สุด อย่าซื้อตามกระแส!
สรุปการใช้งานในเมืองของ Sealion 5 DM-i Premuim ราคา 799,900 บาท
การขับขี่ในเมืองกับโหมดไฟฟ้าล้วน เพียงพอกับระยะทาง 100 กม. ต่อวัน แบบสบาย ๆ อย่างทริปนี้ขับไป 56 กม. แบตเตอรี่ยังเหลือ 56% เพียงพอให้ขับได้อีกหลายสิบกี่โลเมตร และสามารถนับว่าขับสนุก ความสะดวกบายในรถก็ครบครัน ความปลอดภัยในรุ่นท็อปนี้ก็ครบ เทียบกับราคาที่ต้องจ่ายนับว่าคุ้มค่าในรถระดับเดียวกัน ถ้าคุณรับเรื่องช่วงล่างที่แข็งหน่อยได้นะ!