Mercedes-Benz C-Class EQ รุ่นพลังงานไฟฟ้าล้วนถูกเผยโฉมแล้ว โดยมาพร้อมภาษาการออกแบบใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาป รวมถึงห้องโดยสารที่กว้างขึ้น พร้อมแดชบอร์ดขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ และสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์ ที่รองรับการชาร์จความเร็วสูง พร้อมระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 800 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
รุ่นไฟฟ้านี้จะวางจำหน่ายควบคู่กับ C-Class เครื่องยนต์เบนซินและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยใช้แพลตฟอร์ม 800V ร่วมกับ Mercedes-Benz GLC EQ
Mercedes-Benz ระบุว่า C-Class EQ โดดเด่นด้านคุณภาพในกลุ่ม ด้วยเส้นสายตัวถังสไตล์คูเป้ พร้อมกระจังหน้าทรงตั้งแบบเอกลักษณ์ที่เคยเผยในรถต้นแบบ โดยกระจังหน้ามีจุดไฟส่องสว่างถึง 1,050 จุด และดีไซน์ท้ายแบบ “Expressive GT” ที่ใช้โทนสีทูโทน พร้อมลวดลายดาวสามแฉกในชุดไฟหน้าและไฟท้าย ผสานงานโครเมียมและแสงไฟเข้าด้วยกัน เส้นหลังคาแบบลาดต่ำ มือจับประตูแบบเรียบไปกับตัวถัง และกรอบไฟท้ายสีดำ ให้ความรู้สึกคล้าย Nissan Z พร้อมกันชนท้ายสไตล์ดิฟฟิวเซอร์
ตัวรถมีระยะฐานล้อ 2,962 มม. เท่ากับ GLC EQ และยาวกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 97 มม. ส่งผลให้พื้นที่วางขาและศีรษะเพิ่มขึ้น รวมถึงห้องเก็บสัมภาระท้าย 470 ลิตร และช่องเก็บของด้านหน้า (frunk) ขนาด 101 ลิตร
มีทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยรุ่นขับหลังให้ระยะทางสูงสุดถึง 800 กม. (WLTP) รุ่นท็อป C400 ใช้มอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวม 360 kW (489 PS) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที และวิ่งได้ไกลสูงสุด 760 กม. (WLTP)
ทุกรุ่นติดตั้งเกียร์ 2 สปีด โดยเกียร์แรกเหมาะกับการขับในเมือง และเกียร์สองสำหรับความเร็วสูงบนทางหลวง ในรุ่นมอเตอร์คู่สามารถตัดการทำงานของมอเตอร์ตัวที่สองในช่วงโหลดต่ำเพื่อลดการใช้พลังงาน
ตัวรถมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 94.5 kWh รองรับการชาร์จที่สามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 320 กม. ภายใน 10 นาที และรองรับระบบ V2L โดยจะมีตัวเลือกแบตเตอรี่เพิ่มเติมในอนาคต
ช่วงล่างด้านหน้าแบบ 4 ลิงก์ และด้านหลังแบบมัลติลิงก์ พร้อมระบบกันสะเทือนถุงลม Airmatic (มาเป็นออปชั่นให้เลือก) ที่สามารถปรับความสูงรถในโหมดสปอร์ต และระบบเลี้ยวล้อหลังที่ปรับองศาได้สูงสุด 4.5 องศา เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในความเร็วต่ำ
ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยหน้าจอ MBUX Hyperscreen ขนาด 39.1 นิ้ว ครอบคลุมเกือบทั้งแดชบอร์ด รวมหน้าจอมาตรวัดและอินโฟเทนเมนต์ โดยใช้ LED มากกว่า 1,000 ดวง เพื่อสร้างโซนแบบ Local Dimming
รุ่นมาตรฐานมาพร้อมหน้าจอฝั่งคนขับ 10.3 นิ้ว และจอกลาง 14 นิ้วในแผงกระจกเดียวกัน ส่วนตัวเลือกแบบ “Superscreen” จะเพิ่มหน้าจอผู้โดยสาร 14 นิ้ว พร้อมระบบป้องกันการรบกวนสายตาด้วยกล้อง
ตัวรถติดตั้งระบบช่วยขับขี่ระดับ Level 2 ใช้กล้อง 27 ตัวและเซ็นเซอร์อัลตราโซนิก รองรับฟังก์ชันอย่าง Adaptive Cruise Control รวมถึงการจดจำป้ายหยุดและสัญญาณไฟจราจร มาพร้อมระบบนำทาง “Electric Intelligence” สามารถวางแผนจุดชาร์จที่เหมาะสม และฟังก์ชัน “Pre-Safe Curve” จะดึงเข็มขัดนิรภัยให้กระชับเมื่อเข้าโค้งเร็วเกินไป
ที่สำคัญยังคงมีปุ่มควบคุมแบบกายภาพสำหรับฟังก์ชันสำคัญ เช่น ปรับเบาะ กล้อง เสียง และคำสั่งเสียง ซึ่งรองรับด้วย AI
ระบบ MBUX รุ่นใหม่ผสาน AI จาก Microsoft Bing ChatGPT-4o และ Google Gemini ขณะที่พวงมาลัยมีปุ่มควบคุมจริง เช่น ลูกกลิ้งปรับเสียง และปุ่มควบคุมครูซคอนโทรล รวมถึงแป้น Paddle Shift สำหรับปรับระดับการหน่วงพลังงาน (regenerative braking)
ห้องโดยสารรุ่นนี้ได้รับการรับรองจาก The Vegan Society ใช้วัสดุสัมผัสนุ่มและเบาะนั่งออกแบบใหม่รองรับสรีระกระดูกสันหลัง วัสดุหุ้มมีให้เลือกทั้งหนังวีแกน “Softtorino” หรือหนัง Nappa แท้ลาย “twisted diamond” โดยรุ่น AMG Line จะเพิ่มการเย็บด้ายสีแดง เบาะหน้าปรับไฟฟ้า ระบบทำความร้อน และลำโพงในตัว โดยเบาะทั้ง 5 ที่นั่งผ่านการรับรองด้านสุขภาพหลังจากองค์กรเยอรมัน หลังคาพาโนรามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และมีตัวเลือก Sky Control ที่สามารถปรับความเข้มแสงได้ พร้อมไฟดาว 162 จุดที่เปลี่ยนสีตาม ambient light ภายในรถ
















ที่มา: CarExpert