ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยที่กำลังร้อนแรง ต้องเผชิญอีกหนึ่งบททดสอบ เมื่อ โอโมดา แอนด์ เจคู (Omoda & Jaecoo) หรือ OJ แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนในเครือ เชอรี่(Chery Automobile) ตกอยู่ในกระแสวิพากษ์อย่างหนัก จากปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้า หลังเพิ่งประกาศความสำเร็จด้านยอดจดทะเบียนได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน
จาก “แชมป์จดทะเบียน” สู่คำถามเรื่องความพร้อม
เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 มีรายงานจาก Omoda & Jaecoo ประเทศไทย เปิดเผยว่า โอโมดะ มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 2,896 คัน (เดือนพฤศจิกายน) ส่วนใหญ่เป็นรุ่น JAECOO 5 EV ส่งผลให้แบรนด์ โอโมดะ ขึ้นเป็นผู้นำยอดจดทะเบียน EV รายเดือนของไทยในทันที
บริษัทระบุว่า รถล็อตดังกล่าวจะเดินทางถึงประเทศไทยภายในเดือนธันวาคม และสามารถส่งมอบให้ลูกค้าทั่วประเทศได้ตามแผน โดยยืนยันว่า รถยนต์มากกว่า 3,000 คัน ได้มาถึงท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีแล้ว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาด
ขาดรถขนส่ง ส่งมอบไม่ทันตามสัญญา
Omoda & Jaecoo (ประเทศไทย) แจ้งต่อลูกค้าว่า ไม่สามารถส่งมอบรถทั้งหมดได้ภายในเดือนธันวาคม เนื่องจากข้อจำกัดด้านรถพ่วงขนส่งในช่วงเทศกาลปลายปี ส่งผลให้ลูกค้าจำนวนมากต้องรอรถนานกว่ากำหนด
ที่สร้างกระแสวิพากษ์ในโลกออนไลน์ คือแนวทางแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยในตลาดรถยนต์ไทย เมื่อบริษัทเสนอให้ลูกค้าที่ไม่ต้องการรอ เดินทางไปรับรถด้วยตนเองที่ลานจอดรถแหลมฉบัง แทนการส่งมอบผ่านโชว์รูมหรือถึงบ้านลูกค้า
เสียงสะท้อนโซเชียล ความคาดหวัง vs มาตรฐานบริการ
กรณีดังกล่าวจุดกระแสไม่พอใจในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการ “รับรถที่ยาร์ด” ไม่ใช่มาตรฐานปกติของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ซื้อรถไฟฟ้าราคาเกินหลักล้านบาท
คำชี้แจงจาก Omoda & Jaecoo
บริษัทได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและประสบการณ์ลูกค้าเป็นอันดับแรก พร้อมระบุว่าได้เพิ่มกำลังการส่งมอบจากเดิมประมาณ 300 คันต่อวัน เป็นราว 500 คันต่อวัน
ลูกค้าที่ต้องการรับรถด้วยตนเอง สามารถรับรถได้ที่
Pick Up Point ยาร์ดแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ระหว่างวันที่ 28–30 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00–17.00 น.
บริษัทระบุว่าจะ ดูแลค่าเดินทางและสนับสนุนค่าโรงแรมสำหรับลูกค้าต่างจังหวัด และมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพรถ (PDI) ประจำจุดส่งมอบ
แรงกดดันจากเส้นตาย “EV 3.5”
นอกจากปัญหาการส่งมอบแล้ว Omoda & Jaecoo ยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านเวลา เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีนจะต้อง จดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2568 เพื่อรักษาสิทธิ์เงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวน 75,000 บาทต่อคัน ภายใต้โครงการ EV 3.5
หลังจากเส้นตายดังกล่าว รถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการจะต้อง ประกอบในประเทศไทย และเงินอุดหนุนจะลดลงเหลือ 50,000 บาทต่อคัน ซึ่งมีผลต่อทั้งต้นทุนบริษัทและความคาดหวังของลูกค้าโดยตรง
บททดสอบสำคัญของแบรนด์จีนในไทย
กรณี Omoda & Jaecoo สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จด้านยอดขายและการจดทะเบียน อาจไม่เพียงพอ หากโครงสร้างโลจิสติกส์และบริการหลังการขายยังไม่พร้อม
ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอาจเปราะบางกว่าที่คิด และเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจกลายเป็น จุดชี้ชะตา ว่า Omoda & Jaecoo จะสามารถตั้งหลักในตลาดไทยได้ หรือจะ “สะดุดตั้งแต่ก้าวแรก” อย่างที่หลายฝ่ายกำลังกังวล