TOYOTA HILUX TRAVO E ทำตลาดเพียงรุ่นย่อยเดียว รายละเอียดดังนี้
- Double Cab 4TREX ราคาจำหน่าย 1,491,000 บาท
โตโยต้าได้มีการเปลี่ยนชื่อการแบ่งรุ่นย่อยต่างๆ ในโฉม HILUX TRAVO ครั้งนี้ ได้แก่
-
ENTRY เปลี่ยนเป็น SMART
-
MID เปลี่ยนเป็น PREMIUM
-
ยกเลิกเกรด HIGH
-
ROCCO เปลี่ยนเป็น OVERLAND และ OVERLAND PLUS (ตกแต่งเหมือนกัน ต่างกันที่ออพชั่นความปลอดภัยขั้นสูง)
-
ขับเคลื่อนสองล้อยังคงเรียก PRERUNNER
-
ขับเคลื่อนสี่ล้อเรียกกว่า 4TREX (โฟร์เทรกซ์)
จุดที่แตกต่างจาก HILUX TRAVO ขุมพลัง ICE
-
กระจังหน้าแบบปิด BEV
-
ไม่มีคิ้วล้อ
-
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แบบ BEV
-
มาตรวัดเพิ่มการแสดงผลสำหรับ BEV
-
เกียร์แบบ Shift by wire
ตัวรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ All-Wheel-Drive ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า-หลัง ให้พละกำลัง 144 kW (196 PS) แรงบิดมอเตอร์หน้า 205.5 นิวตันเมตร แรงบิดมอเตอร์หลัง 268.6 นิวตันเมตร มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Lithium-ion NMC ขนาด 59.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งประมาณ 315 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 10 kW และรองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 125 kW มาพร้อมระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ด้วยของเหลว
โครงสร้างตัวถังแบบ Body on Frame ที่มีการเสริมการปกป้องแบตเตอรี่เพิ่มเติม คงสมรรถนะการลุยเทียบเท่ารุ่น ICE ลุยน้ำได้ลึก 70 ซม. พร้อมเพลาขับไฟฟ้า eAxle ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์ปริง ด้านหลังแบบ De-Dion พร้อมแหนบซ้อน ดิสก์เบรค 4 ล้อ และพวงมาลัยไฟฟ้า EPS
ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีปกป้องแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่เรียกว่า Diamond Guard โดยมีแผ่นปิดเสริมความปลอดภัยบริเวณด้านหน้าและใต้ท้องรถช่วยปกป้องแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ยึดกับเฟรมย่อยเป็นรูป Diamond Shape ลดความเสียหายต่อแบตเตอรี่จากการบิดตัวของเฟรม โครงสร้างซับแรงกระแทกเสริมความปลอดภัยจากการกระแทกรอบทิศทาง
ตัวรถจะมาพร้อมกับระบบ Multi-Terrain Select ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับออฟโรด ปรับโหมดได้ดังนี้
-
AUTO
-
DIRT
-
SAND
-
MUD
-
MOGUL (สำหรับร่องลึก และพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอ)
-
ROCK
HILUX TRAVO E มาพร้อมสีตัวถังให้เลือก 2 สี ได้แก่
-
สีใหม่ ASH
-
PLATINUM WHITE PEARL MICA














