ฮอนด้ากำลังพัฒนาระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ขับขี่ในการควบคุมการขับขี่ เช่น การเร่งและการบังคับเลี้ยวตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด่วนหรือถนนธรรมดา ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ผู้ขับขี่ระบุไว้ในระบบนำทาง
การพัฒนา ADAS รุ่นถัดไปนี้มีความท้าทายเป็นพิเศษในพื้นที่เมือง ซึ่งมีผู้ใช้ถนนหลากหลายประเภท และต้องมีการเลี้ยวตามแยกบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ด้วยการใช้เทคโนโลยีการจดจำและการวางแผนพฤติกรรมที่ฮอนด้าได้สั่งสมจากการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ ฮอนด้ากำลังมุ่งมั่นพัฒนา ADAS รุ่นใหม่ที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและสะดวกสบายตลอดเส้นทางไปถึงจุดหมาย แม้ในสภาพแวดล้อมในเมืองก็ตาม โดยฮอนด้ามีแผนนำระบบ ADAS รุ่นใหม่นี้มาติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) รุ่นหลักหลายรุ่นที่จะเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นประมาณปี 2027
ในปัจจุบัน เทคโนโลยี ADAS รุ่นใหม่ยังถูกนำไปใช้ในรถยนต์ EV และ PHEV ระดับพรีเมียมเท่านั้น เนื่องจากมีอุปสรรคทางเทคนิค เช่น ข้อจำกัดด้านพลังงานและความต้องการระบบระบายความร้อนของ SoC อย่างไรก็ตาม ระบบไฮบริดของฮอนด้ามีข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ โดยการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งตามแนวคิด Honda M/M (Man-Maximum, Machine-Minimum) ซึ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้โดยสารและลดพื้นที่ที่ใช้สำหรับชิ้นส่วนเครื่องกล ฮอนด้าสามารถติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ADAS ได้โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ห้องโดยสารหรือการออกแบบตัวรถมากนัก จึงสามารถติดตั้ง ADAS รุ่นใหม่ในรถยนต์ขนาดเล็กได้ สำหรับในประเทศจีน ฮอนด้าจะร่วมมือกับบริษัท Momenta Global Limited ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจากจีนที่พัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ เพื่อพัฒนา ADAS รุ่นใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพถนนในจีน และติดตั้งในรถทุกรุ่นใหม่ที่ฮอนด้าจะเปิดตัวในจีนต่อไป


ฮอนด้าจะพัฒนาระบบ e:HEV ทั้งในรุ่นขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยหวังให้ระบบ e:HEV เป็นระบบส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ด้วยการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การขยายช่วงการทำงานที่เครื่องยนต์ให้ประสิทธิภาพสูงสุด และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฮบริดในการขับเคลื่อน ฮอนด้ายังมีแผนผสานระบบ e:HEV เข้ากับ แพลตฟอร์มเจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพในการขับขี่หรือการลดน้ำหนักตัวรถ และ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า (electric AWD) มุ่งหวังให้ e:HEV รุ่นใหม่ มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 10% และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของรถยนต์ HEV บริษัทฯ กำลังดำเนินการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่ชิ้นส่วนหลัก เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ การยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต และการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันในหลายรุ่น ฮอนด้าตั้งเป้าลดต้นทุนของระบบไฮบริดรุ่นใหม่ให้ได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ในรถรุ่นปี 2018 และมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ในรถรุ่นปี 2023



สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากการปรับแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ตามภาวะชะลอตัวของตลาดในปัจจุบัน สัดส่วนยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกของฮอนด้าในปี 2030 คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยประกาศไว้ที่ 30% ในทางกลับกัน ความต้องการของตลาดในปัจจุบันสำหรับรถยนต์ไฮบริด ยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ฮอนด้าจึงจะวางตำแหน่งรถ HEV โดยเฉพาะรุ่นเจนเนอเรชั่นใหม่ ให้เป็นระบบขับเคลื่อนหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่ยุคของ EV อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัพ HEV อย่างต่อเนื่อง เมื่อดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างนี้ ฮอนด้าตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายรถยนต์รวมภายในปี 2030 ให้สูงกว่าระดับปัจจุบันที่ 3.6 ล้านคัน โดยมีเป้าหมายยอดขายรถ HEV อยู่ที่ 2.2 ล้านคันเป็นแกนหลัก

ฮอนด้าจะเปิดตัวรถยนต์ e:HEV เจนเนอเรชั่นใหม่ทั้งหมด 13 รุ่นทั่วโลก ภายในระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2027 นอกจากนี้ “โลโก้ H แบบใหม่” จะถูกนำมาใช้ไม่เพียงแต่ในรถยนต์ไฟฟ้า เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถยนต์ไฮบริดด้วย โดยเริ่มใช้กับรถเจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

